“เจ้าจะรู้อะไร?” ไทฮองไทเฮาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และตวาดเจียงเซี่ยนว่า “ฝ่าบาทเพิ่งจะโตได้หน่อย หากไม่ใช่ว่าคนสกุลฟางล่อลวงฝ่าบาท ฝ่าบาทจะทำความผิดมหันต์นี้ได้หรือ?” แล้วก็พาลโกรธเฉาไทเฮาอีก “ข้าเคยเตือนนางตั้งนานแล้วว่าให้นางส่งนางในที่เชี่ยวชาญเรื่องทางโลกไปรับใช้ฝ่าบาท แต่นางกลับกลัวว่าฝ่าบาทมีลูกชายคนโตที่เกิดจากสนมแล้ว ขุนนางใหญ่ในราชสำนักจะบีบบังคับให้นางมอบอำนาจคืนให้ฝ่าบาท จึงทำหูทวนลมไปเสีย จนถ่วงเวลามาถึงตอนนี้จนได้ ทีนี้ดีแล้ว คนสกุลฟางนั่นทำเรื่องอื้อฉาวแบบนี้ หากแพร่งพรายออกไป ฝ่าบาทยังมีหน้าไปเจอขุนนางใหญ่ในราชสำนักและผู้ตรวจการที่ไหนกัน และในบันทึกประวัติศาสตร์จะเขียนถึงฝ่าบาทอย่างไร…”
เจียงเซี่ยนฟังจนปวดศีรษะ กว่าจะหาโอกาสขัดจังหวะไทฮองไทเฮาได้ก็ยากมาก จึงเอ่ยว่า “เสด็จยาย เย็นพระทัยก่อนเพคะ เรื่องนี้ให้ไทเฮามาจัดการดีกว่ากระมัง? ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก แพร่งพรายออกไปเพียงนิดเดียว พระเกียรติของฝ่าบาทก็จบสิ้นแล้ว!”
ไทฮองไทเฮาก็รู้เช่นกันว่าเรื่องแบบนี้เปิดเผยไม่ได้ เพียงแต่ตกใจ จนยับยั้งความโกรธในใจไม่อยู่ไปชั่วขณะ หลานสาวเตือนสองสามคำ นางก็ค่อยๆ ใจเย็นลง และนั่งดื่มชาบนเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่าง แล้วถึงเรียกหลิวเสี่ยวหม่านเข้ามาเอ่ยว่า “บอกว่าข้ามีเรื่องสำคัญ ให้คนสกุลเฉามาหาข้าเดี๋ยวนี้”
หลิวเสี่ยวหม่านไม่ได้ปรายตามองเจียงเซี่ยนแม้แต่นิดเดียว เขาค้อมตัวพลางขาน