เสียงตวาดเบาๆ ดังขึ้น มิใช่การตวาดกราดเกรี้ยวอย่างคลุ้มคลั่ง แต่กลับหนักอึ้งประหนึ่งภูผาคู่หนึ่งถล่มลงในใจของผู้ฟังทุกผู้ทุกนาม
“ครืนครั่น!”
เพียงเห็นแม่น้ำม่วงที่ทอดยาวจากใต้สู่เหนือพลันแยกออกเป็นสอง จากสองเป็นสาม จากสามก่อกำเนิดสรรพสิ่ง เกิดรอยร้าวดั่งใยแมงมุมแผ่ขยายออกไป
รอยร้าวเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นรอยแยกแท้จริง ฉีกขาดแม่น้ำม่วงเบื้องบนกลางหาว และภายในช่องแยกนั้น กลับเผยให้เห็นดวงเนตรยักษ์มหึมาเยียบเย็นจนบาดกระดูก ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่เวหา ดุจครอบคลุมฟ้าทั้งผืน มองลงมายังใต้หล้าอย่างไร้ซึ่งอารมณ์เยี่ยงเทพสูงสุด
“ตุ้บ!”
ชั่วพริบตา ทั้งคนธรรมดาและผู้รวมลมปราณนับไม่ถ้วนต่างทนไม่ไหว พากันหมอบกราบแนบพื้นไม่หยุดหย่อน ไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองสายตาสบกับดวงเนตรนั้น
มีเพียงเจินเหรินผู้วางรากฐานเท่านั้นที่ยังสามารถทรงกายยืนได้
ถึงกระนั้น ลวี่หยางก็ยังรู้สึกว่าความกดดันอันรุนแรงไร้รูปถาโถมลงมาบนร่าง และลงลึกถึงทะเลจิต จนแทบจะทำให้เขาคุกเข่าโดยสัญชาตญาณ
‘นี่มันตัวอะไรกันแน่!?’
หัวใจของลวี่หยางสั่นสะท้าน เขาเคยเห็นเจินเจินจวินผู้รวมโอสถออกโรงมาสองครั้งแล้ว แต่ไม่เคยครั้งใดสั่นคลอนถึงเพียงนี้
ถึงอย่างไรเจินจวินผู้รวมโอสถยังคงมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แม้จะใหญ่โตสูงตระหง่าน แต่ก็ยังพอเข้าใจได้ ทว่าในยามนี้ ดวงเนตรม่วงที่ลอยอยู่เหนือฟ้านั้นกลับไม่ใช่สิ่งใดในรูปลักษณ์ของคนอีกต่อไป!
ในขณะเดียวกัน ดวงเนตรม่ว