วเซี่ยเสียอีก “เฉินอันเจ๋อ”
เมื่อปรากฏตัวขึ้น บุรุษกลางคนก็นิ่งอึ้งและถอนใจ
ไม่นานนัก กลิ่นหอมโชยมาพร้อมหมอกบาง ๆ รวมตัวเป็นร่างหญิงงามในชุดคลุมหรู
นางคือ “เซียนหญิงอวิ๋นเหอ” แห่งสำนักป่ายวิ่น
และท้ายสุด เสียงกระบี่แหลมสูงเสียดหูดังสนั่นจากกลางเวหา แสงกระบี่สาดลงจากฟากฟ้า แปรเป็นเงาร่างชายหนุ่มหน้าคมคาย แววตาเฉียบคม สะพายกระบี่ทองอันเปล่งประกาย
เจินเหรินห้าธาตุมองด้วยความชื่นชม
“ร่ำลือว่าสำนักเซี่ยนเจี้ยนได้รับการหนุนหลังจากแดนใต้แห่งเต๋า มีของวิเศษอย่างน้อยสามเล่ม ที่แท้ก็ไม่เกินจริง”
ชายหนุ่มโค้งคำนับ
“ข้าคือ ‘เจ้ากระบี่เสวียนจิน’ ขอคารวะผู้อาวุโสฮวา”
“เจ้าสำนักของข้ากำลังปิดด่านเร่งทะลวงระดับวางรากฐานช่วงปลาย จึงมิอาจมาพบด้วยตนเอง”
“ไม่เป็นไร” เจินเหรินห้าธาตุโบกมือ “หากเจ้าสำนักท่านนั้นทะลวงถึงระดับเจินเหรินขั้นปลายได้ ก็จะเป็นกำลังสำคัญต่อสงครามไม่น้อย”
เหล่าผู้นำทั้งห้าต่างยืนล้อมอยู่โดยมีเจินเหรินห้าธาตุเป็นศูนย์กลาง
เพราะมีเพียงเขาผู้เดียวที่อยู่ระดับวางรากฐานช่วงกลาง ที่เหลือทั้งจ้าวเซี่ย เฉินอันเจ๋อ เซียนหญิงอวิ๋นเหอ และเจ้ากระบี่เสวียนจินล้วนยังอยู่แค่ระดับต้น
แต่แล้วจู่ ๆ จิตใจของทุกคนกลับรู้สึกกดดันขึ้นอย่างไร้เหตุผล ลมหายใจติดขัด
สัมผัสได้ว่าลมปราณแห่งสวรรค์แปรเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน มุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่คนผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามา หน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง