ยางก็เริ่มโยนแสงวิเศษขึ้นแต่งเติม
อย่างไรก็ต้อง “ใหญ่เข้าไว้” เป้าหมายคือให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าเกาะมารโลหิตคือแก่นกลางของแดนลับ และขุมสมบัติทั้งหลายล้วนซ่อนอยู่ภายใน
“พอดีให้คนด้านนอกช่วยสำรวจทางให้ข้าด้วยเลย”
“ปล่อยให้พวกเขากับเจินเหรินมารโลหิตฆ่าฟันกันเอง!”
“เจินเหรินมารโลหิตผู้นี้! ไหนเลยจะกล้าทำอุกอาจถึงเพียงนี้ ข้าย่อมมั่นใจว่าเขาจะต้องเหลือกับดักไว้แน่!”
ลวี่หยางเป็นคนรอบคอบอย่างถึงที่สุด
เจินเหรินมารโลหิตวางหมากซ้อนซ่อนไว้กับเขาครานี้ หากลวี่หยางไม่ย้อนกลับไปซ้อนหลุมใส่คืน จะยังกล้าเป็นเจินเหรินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้อีกหรือ? ภายภาคหน้ายังจะมีหน้ากลับไปอยู่ในนิกายอีกหรือไม่?
ในเวลาไม่นาน โครงร่างแดนลับก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้น
เพื่อความสมจริง ลวี่หยางยังลงมือวางค่ายกลทะเลโลหิตกลบฟ้า และหมอกพรากจิตสลายวิญญาณลงไว้ภายในอีกด้วย กลายเป็นแดนภยันตรายสองจุดแฝงอยู่ในแดนลับ
“ชื่อก็ให้มันเรียกว่า ทะเลสาบโลหิตแดง กับ หุบผาพรากวิญญาณ เถอะ จุดหนึ่งเป็นทะเลสาบคลื่นโลหิตปั่นป่วน อีกจุดเป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยหมอกมึนมัวที่ทำให้แม้แต่เจินเหรินวางรากฐานยังเคลิบเคลิ้ม ถ้าเอาสมบัติใส่เข้าไปสักชิ้นสองชิ้น ก็ยิ่งชวนให้คนอยากฝ่าเข้าไป”
“แต่สมบัติเหล่านั้นไม่ต้องดีนักหรอก”
“ยังไงสมบัติของจริงก็อยู่ในเกาะมารโลหิตแล้ว ของข้างนอกจะดีเกินไปไม่ได้ ต้องพอให้โลภ แต่ไม่ถึงกับอิ่ม”
“มนุษย์นั้นยิ่งถูกล่อ ยิ่งหลงงมง