กฏขึ้นโดยไร้สุ้มเสียง
“หืม? ไอ้หัวโล้น?”
ทันทีที่ถ้อยคำนั้นหลุดออก กว่างหมิงก็รู้ตัวว่าเหตุร้ายมาถึงแล้ว
ในใต้หล้านี้ ราชสำนักเต๋าและสุขาวดีเซิ่นเล่อคบหากันฉันมิตร มักเรียกกันด้วยคำว่าสมณะผู้สูงส่ง ส่วนฝ่ายนิกายกระบี่หยกนั้น แม้จะไม่โปรดพวกอริยะ แต่ด้วยศักดิ์ศรีผู้นำฝ่ายธรรมก็ไม่อาจกล่าวคำหยาบตรงๆ ได้มากไปกว่าคำว่า “พวกสาธยายธรรม”
แล้วใครเล่าจะเรียกพวกเขาว่า “ไอ้หัวโล้น”?
ย่อมต้องเป็นเจินเหรินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์อีกผู้หนึ่ง! กว่างหมิงถอนใจในอก “อมิตาภพุทธ” พ้นจากรังเสือ กลับเข้าถ้ำหมาป่า…ทุกข์แท้!
ชั่วพริบตา กว่างหมิงทรุดกายลงอย่างลื่นไหล “อาตมาน้อยนามว่ากว่างหมิง ขอทูลถามนามของท่านผู้เฒ่า?”
“นิกายศักดิ์สิทธิ์, อู๋ซาง”
เสียงของผู้ถือครองชุดดำเย็นเยียบดังน้ำแข็งสามชั้น “สถานที่แห่งนี้ช่างน่าสนใจนัก…เจ้าหัวโล้น ไหนๆ ก็เป็นอริยะสุขาวดี ย่อมต้องมีวิธีเยียวยารักษาร่างใช่หรือไม่?”
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ของอู๋ซาง หาได้ราบรื่นไม่ หลังหนีไกลมาสู่ดินแดนนอก เขาเพียรเสาะหาสถานที่อันเหมาะแก่การฟื้นฟูบาดแผล แต่แม้แผ่นดินภายนอกกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด ทว่ากลับแร้นแค้นขาดแคลน อีกทั้งเขาก็ไม่ถนัดการตรวจชะตาฟ้าดิน จึงต้องเปลืองแรงและเวลาไม่น้อย จึงพอได้เจอแดนบำเพ็ญเพียรปี้หยาง
ผลก็คือ เวลาผ่านมายาวนาน บาดแผลก็ยังไม่ทุเลาเลยสักนิด
บัดนี้บริเวณเอวและหน้าท้องของเขายังมีรอยแผลกระบี่สีแดงเข้มปรากฏ หากไม่ใช้พลั