ั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาพร้อมทรุดกายคุกเข่าเบื้องหน้าลวี่หยาง ไม่ใช่ใครอื่น คือหลิวฉือ ผู้ที่เพิ่งทรยศสำนักเสินเซียวไปเมื่อครู่นี้นั่นเอง
“ข้าน้อยเป็นผู้มีรากวิญญาณสายฟ้าแปรปรวน คุณสมบัติจัดว่ายอดเยี่ยม ยินดีขอถวายตนเป็นศิษย์ของท่าน ทำงานทุกอย่างไม่เกี่ยง แม้ต้องพลีชีพก็ไม่ขอปฏิเสธ!”
สิ้นคำกล่าวก็โขกศีรษะสามคราด้วยความเคารพอย่างเต็มจิตเต็มใจ
เซียวฟู่เหรินเห็นดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นทันที แววตาเปี่ยมด้วยความเกลียดชังจนสุดใจ “เจ้าคนทรยศ คิดหรือว่าจะรอด?”
หลิวฉือไม่กล่าวตอบ มีเพียงแต่โขกศีรษะต่อไป
ลวี่หยางมองอีกฝ่ายด้วยความสนใจยิ่ง ต้องยอมรับว่าเจ้าหลิวฉือนี่ก็พอมีหัวคิดอยู่บ้าง แทบจะรู้สถานการณ์ได้ในพริบตา
ด้วยพลังของเขาเองไม่อาจหนีไปได้แน่ จึงต้องยอมจำนน แต่เขามิได้มีทรัพย์หรืออำนาจใดจะดึงความสนใจจากลวี่หยางได้ นอกจากรากวิญญาณและความภักดีเพียงสองอย่าง ส่วนท่าทีของเซียวฟู่เหรินนั้น… ไม่ได้สำคัญอันใดเลย
สิ่งที่หลิวฉือทำ ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วในฐานะผู้ต่ำต้อย
“ไม่เลวนัก ยังพอเป็นคนมีคุณค่าอยู่บ้าง”
ลวี่หยางยิ้มออกเพียงเล็กน้อย ยังไม่ทันจบประโยค ดวงตาของหลิวฉือก็สว่างวาบด้วยความดีใจ ทว่าในห้วงยินดีนั้นเอง เขาก็แปรเป็นเลือดสดในพริบตา
สายรากวิญญาณสายฟ้าพุ่งออกจากกองโลหิต ลอยมาตกอยู่ในมือของลวี่หยาง
การคาดเดาของหลิวฉือไม่ผิดนัก “รากวิญญาณสายฟ้าแปรปรวน” เป็นสิ่งที่ลวี่หยางต้องการ