หลายวันผ่านไป บรรยากาศภายในห้องทำงานของฉู่จิ้งหยวนกลับมืดครึ้มประหนึ่งมีเมฆฝนปกคลุมอยู่ตลอดเวลา แสงเทียนที่สลัวรางส่องกระทบใบหน้าของประมุขจวนที่บัดนี้ดูทรุดโทรมและดำคล้ำด้วยความเคียดแค้นที่สุมอก เขานั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน จ้องมององครักษ์คนสนิทที่เพิ่งกลับมารายงานผลด้วยสีหน้าแววตาดุดัน
“เรียนนายท่าน จากการสอบถามยามเฝ้าประตูเมืองและสายข่าวของเรา พบว่าหลังจากที่ท่านหมอโม่ฉางรับห่อเงินห้าหมื่นตำลึงจากนายท่านไปในวันนั้น เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม เขาก็จัดการเก็บข้าวของและลอบเดินทางออกจากเมืองหลวงไปในทันทีขอรับ ยามนี้ไร้ซึ่งร่องรอยให้สืบหาต่อ ข้าน้อยพยายามตามรอยไปจนถึงหัวเมืองใกล้เคียง แต่กลับไม่พบเบาะแสใด ๆ เลยขอรับ…”
สิ้นคำรายงานนั้น ร่างของฉู่จิ้งหยวนพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาที่เบิกกว้างเริ่มมีเส้นเลือดฝอยแตกจนแดงก่ำ ในใจเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกค้อนหนักทุบลงกลางใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขากำลังถูกหลอก…
เงินทองห้าหมื่นตำลึงที่เขาบากหน้าไปลดตัวอ้อนวอนหยิบยืมมาจากจ้าวซือฉี เงินก้อนสุดท้ายที่ควรจะเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตของบุตรชาย บัดนี้ได้มลายหายไปพร้อมกับไอ้หมอลวงโลกผู้นั้นเสียแล้ว!
“ไอ้หมอชั่ว เจ้ากล้าดีอย่างไร!”
ฉู่จิ้งหยวนเค้นเสียงคำรามออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ความโกรธแค้น ความอัปยศ และความผิด