สามวันต่อมา หมอเทวดาโม่ฉางก็ได้เดินทางกลับมายังจวนสกุลฉู่อีกครั้งตามการนัดหมาย คราวนี้เขาสั่งให้บ่าวไพร่จัดเตรียมอ่างน้ำสมุนไพรขนาดใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งนำห่อสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงและมีสีแดงเข้มดุจโลหิตเทลงไปจนน้ำในอ่างเดือดพล่านเป็นฟอง
ฉู่หยางลงไปนั่งแช่ในอ่างนั้นด้วยความอดทน ทันทีที่ร่างกายสัมผัสกับน้ำยา เขารู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็ก ๆ นับพันทิ่มแทงเข้าไปที่แขนขวาข้างที่ไร้ความรู้สึก ความเจ็บปวดสายหนึ่งแล่นผ่านจุดลมปราณที่เคยตีบตัน
จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วยาม เมื่อบ่าวไพร่ประคองเขาขึ้นจากอ่าง ฉู่หยางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“ท่านพ่อ! ข้า…ข้าขยับปลายนิ้วได้แล้ว!”
แม้จะเป็นเพียงการขยับเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่สำหรับคนที่ถูกตราหน้าว่าต้องพิการตลอดชีวิต นี่คือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉู่จิ้งหยวนที่ยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ถึงกับน้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ เขาถลาเข้าไปจับมือบุตรชายก่อนจะหันไปคารวะโม่ฉางอย่างนอบน้อม
“ท่านหมอโม่ฉาง ท่านคือผู้ช่วยชีวิตหยางเอ๋อร์โดยแท้! ขอบคุณท่านมาก ขอบคุณจริง ๆ !”
โม่ฉางเพียงปรายตามองด้วยท่าทีเย็นชา พลางจัดเก็บสัมภาระของตน
“อย่าเพิ่งดีใจจนเกินไปนัก หนทางการรักษายังอีกยาวไกลนัก ยามนี้เพียงแค่กระตุ้นให้เส้นเอ็นกลับมาทำงานเบื้องต้นเท่านั้น