่แท้ก็เป็นกลิ่นวาจาสกปรกของคุณหนูหลี่นี่เอง”
“ฉะ…ฉู่ซือเยว่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใดกัน!” คุณหนูหลี่เอ่ยถามเสียงสั่น
“นานพอที่จะรู้ว่า สหายที่ข้าเคยคิดว่ามีตระกูลสูงส่ง กลับมีนิสัยชอบลอบกัดลับหลังประหนึ่งสุนัขข้างถนน” ฉู่ซือเยว่เหยียดยิ้มดูแคลน นางกวาดสายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าคราหนึ่งพลางเอ่ยต่อ
“คุณหนูหลี่ ข้าล่ะแปลกใจนักที่เจ้ามีเวลามาห่วงใยเรื่องในเรือนของผู้อื่น หรือว่าแท้จริงแล้วเจ้าอิจฉาข้า จนต้องหาเรื่องมาใส่ความเพื่อปลอบใจตัวเองที่ไม่มีใครเหลียวแล?”
“เจ้า! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาว่าข้าเช่นนี้!” คุณหนูหลี่ถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ
“ข้าพูดความจริงไม่ใช่หรือ?” ฉู่ซือเยว่ก้าวเข้าไปใกล้จนอีกฝ่ายต้องถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
“ก่อนจะห่วงชีวิตผู้อื่น กลับไปห่วงตนเองเถิดว่ากิริยาตลบตะแลงเช่นนี้ หากข่าวแพร่ออกไป จะมีตระกูลใดกล้าส่งแม่สื่อมาทาบทามเจ้าบ้าง อ้อ ข้าลืมไป สำหรับสตรีที่มีดีแค่ลมปากเช่นเจ้า คงหาคู่หมายที่เหมาะสมยากเสียหน่อย”
คำพูดเสียดสีที่ไร้ความปรานีของฉู่ซือเยว่ทำเอาคุณหนูหลี่หน้าแดงสลับเขียวด้วยความอับอายและโกรธจัด ท่ามกลางสายตาของคุณหนูคนอื่น ๆ ที่ได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าสอดแทรก ฉู่ซือเยว่ในยามนี้ดูราวกับนางพญามารที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคนที่ขวางหน้าไม่มีผิดเพี้ยน จึงทำไม