าด้วยกัน…” ฉู่ซือเยว่ถามกลับเสียงสะอื้นไห้
“ก็เพราะเรื่องที่เจ้าทำไว้เองอย่างไรเล่า”
คำพูดเรียบง่ายทว่าแฝงความนัยของพี่ชายพลันทำให้ฉู่ซือเยว่ชะงักค้างไปในทันที นางเผยสีหน้าสับสนออกมาชั่วครู่ด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความงุนงง
“ข้าทำอันใด…ข้าทำผิดที่ใดกัน? ข้าก็แค่สั่งสอนนังลูกอนุไม่เจียมตัวนั่น!”
ฉู่หยางวางจอกชาลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว เพื่อให้คนฟังได้ยินชัดทุกถ้อยคำ
“เมื่อวานนี้ ท่านแม่รู้แล้วว่าฉู่หลันไม่ได้รับเบี้ยหวัดมานานกว่าสามเดือน อีกทั้งยังถูกบ่าวไพร่กลั่นแกล้งสารพัดจนต้องลอบปักผ้านำออกไปขายนอกจวนเพื่อประทังชีวิต เจ้าคิดว่าเรื่องเน่าเฟะเช่นนี้ หากคนนอกล่วงรู้เข้า ย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของสกุลฉู่เพียงใด?”
“และที่สำคัญที่สุด มันจะกระทบต่อหน้าตาและตำแหน่งขุนนางของท่านพ่อในราชสำนักอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ท่านแม่จึงจำเป็นต้องรับฉู่หลันเป็นบุตรีในนาม เพื่อกลบเรื่องนี้เสียให้มิดชิด”
ฉู่ซือเยว่รู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทำให้นางได้สติคืนในชั่วพริบตา
นางไม่เคยคิดเลย ว่าการที่นางคอยกลั่นแกล้งรังแกและสั่งให้คนยักยอกเบี้ยหวัดของฉู่หลันมาตลอดหลายปี เพื่อหวังจะให้ฉู่หลันต้องพบกับความทุกข์ทรมาน