ต่อลมหายใจไปวัน ๆ เจ้าค่ะ”
อันหลิวเซียงที่ได้ยินเช่นนั้นพลันเผยสีหน้าเย็นชาออกมาทันที เนื่องจากนางจำได้ว่าตนไม่เคยสั่งงดเบี้ยหวัดของเรือนใดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งเป็นเรือนของฉู่หลันที่รับเงินเพียงน้อยนิดอยู่แล้ว นางยิ่งไม่เคยตัดทอน
เกรงว่าคงมีใครบางคนเห็นว่านางไม่สนใจฉู่หลัน จึงอาศัยช่องโหว่นี้มารังแกอีกฝ่ายเป็นแน่…
หากจะโทษว่าเป็นความผิดใคร ก็คงไม่พ้นเป็นความผิดของนางเองที่ปล่อยปละละเลยฉู่หลันตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำให้บ่าวไพร่ในเรือนไม่เห็นหัวอีกฝ่ายในฐานะเจ้านายอีกต่อไป
หลิวอันเซียงหันไปสบตากับเถียนจื่อที่ติดตามมาแวบหนึ่ง ส่งสัญญาณชัดเจนให้อีกฝ่ายไปจัดการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ก่อนจะหันกลับมามองเด็กสาวตรงหน้าที่ยังคงยืนตัวสั่นด้วยความขลาดกลัว
“ไม่ต้องปักแล้ว จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องลำบากเช่นนี้อีก ตามข้าไปกินข้าวที่เรือนเถิด เดี๋ยวข้าจะให้คนเตรียมอาหารดี ๆ ไว้ให้”
กล่าวจบ หลิวอันเซียงก็จูงมือของเด็กสาวเดินออกไปจากเรือนทันที
ฉู่หลันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสับสนมึนงง นัยน์ตากลมโตสั่นระริกราวกับไม่เชื่อหูตนเอง
ฮูหยินผู้สูงส่งและเย็นชาท่านนั้น บัดนี้กลับเป็นฝ่ายจูงมือนางให้เดินตามออกไปแต่โดยดีเสียได้…
ตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปสู่เรือนใหญ่ ฉู่หลันก้มมองมือของตนที่ถูกฝ่ามืออันอบ