กลับเอ่ยว่า “ชิงซวง”
ชิงซวงเร้นกายเข้ามาด้านใน คุกเข่ากับพื้นข้างหนึ่ง “ข้าน้อยอยู่นี่”
ลู่หยวนมองชาในอ้อมแขน “เจ้าไปหอหมื่นบุปผาที”
ชิงซวงขานรับ “เจ้าค่ะ!”
……
หิมะโปรยปรายอยู่ตลอดทั้งวัน มองไปทางใดมีแต่สีขาวโพลน
ถนนหนทางที่คักคักไม่ขาดสายในวันวาน กลับกลายเป็นเงียบเหงาซบเซา ยกเว้นหอหมื่นบุปผาอันสำมะเรเทเมา
เสียงเครื่องดนตรีดีดสีตีเป่าและเสียงร้องรำทำเพลงลอยแว่วจากโถงใหญ่เข้าหู ลูกค้าเนืองแน่นไม่ขาดสาย
“ใครก็ได้ ตั้งวงน้ำชาให้คุณชายท่านนี้ที!”
แม่เล้าที่แต่งตัวจัดจ้านโบกพัดกลมไปมา ถือทองคำแท่งที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ ขึ้นไปบนชั้นสองด้วยรอยยิ้มเต็มแววตา
“ยิ่งหิมะตกหนักเท่าใด กิจการก็ยิ่งคึกคัก บุรุษหน้าเหม็นทั่วทั้งแผ่นดินล้วนเป็นเช่นนี้!”
นางหุบยิ้มลง ผลักประตูห้องตัวเองเปิด เพิ่งจะเดินเข้ามา กระบี่ยาวเล่มหนึ่งก็พาดบนลำคอนาง
นางแววตาวูบไหว ค่อยๆ แย้มยิ้มออกมา ปลายนิ้วดันคมกระบี่ออก ก่อนหันกลับมามองแขกไม่ได้รับเชิญภายในห้อง “โอ๊ะ นี่จะทำอะไรหรือ”
ชิงซวงเอ่ย “ผู้บัญชาการใหญ่สั่งการมา เชิญประมุขหอหมื่นบุปผาไปจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง”
นางสะบัดแขนเสื้อ หันกลับไปอย่างไว้ท่า ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างมีจริ