?”
ถานเอ๋อร์เอ่ยอย่างหนักแน่นมีเหตุผลยิ่งพร้อมกับหันไปมองเป่าซูที่อยู่ในอ้อมแขน
เป่าซูวางมาดจริงจังพยักหน้าใหญ่!
“พะพวกเจ้า…พวกเจ้า…”
ลู่หลิงหลงโมโหจนตัวสั่น ครั้นหันมาก็เห็นลู่หลิงเซียว นางพลันเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจต่อความไม่เป็นธรรมอันสุดจะเอื้อนเอ่ย
สายตาลู่หลิงเซียวยามนี้กลับตกลงบนร่างเมิ่งเชียนเชียน
นางสวมชุดคลุมขนสัตว์สีขาวอมชมพู ไร้ซึ่งเครื่องประทินโฉม ดุจบุปผาตูมยามต้นวสันต์ และเหมือนน้ำค้างยามรุ่งอรุณ แผ่กลิ่นอายงดงามของสาวน้อยแรกแย้ม ทว่ามาดของนางดันนิ่งสงบ สายตาที่มองทารกในอ้อมแขนทั้งจดจ่อและราบเรียบ
ชั่วขณะนั้น ช่างชวนให้รู้สึกสงบสุข
“พี่ใหญ่!”
ลู่หลิงหลงเร่งฝีเท้ามาหยุดตรงหน้าเขา บดบังสายตาเขาไว้
ลู่หลิงเซียวกระแอมในลำคอ ถามนางว่า “เจ้าไม่เป็นไรกระมัง”
ลู่หลิงหลงฟ้องทั้งน้ำตาว่า “พวกนางรังแกข้า!”
ถานเอ๋อร์ยกสองมือขึ้นกอดอก “ไผรังแกเจ้า”
ลู่หลิงเซียวมองเมิ่งเชียนเชียนแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับลู่หลิงหลงว่า “หยุดโวยวายได้แล้ว กลับได้แล้ว”
ลู่หลิงหลงได้ยินคำนี้ก็ไม่พอใจขึ้นมา นางชี้เมิ่งเชียนเชียนพลางเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้โวยวาย! วันนี้เป็นเพราะนางทั้งสิ้น หากมิใช่เพราะนางยุ