ใช้จ่ายในจวนและค่าใช้จ่ายที่จุนเจือบรรดาร้านค้า เล่มที่สองเป็นดอกเบี้ย รวมถึงตอนนั้นข้าแต่งเข้ามาแล้วช่วยถมช่องโหว่ในตระกูลลู่ของพวกเจ้าให้เต็มด้วย”
ลู่หลิงเซียวชักจะนั่งไม่ติด
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ท่านพี่ค่อยๆ ดูนะเจ้าคะ เช่นนั้นหนึ่งหมื่นตำลึงนี้ น้องขอขนไปก่อน หากไม่เข้าใจก็เชิญห้องบัญชีมาดู ไม่ทันระวังทำขาดก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียทางข้าก็คัดลอกไว้หลายเล่มแล้ว”
ลู่หลิงเซียวหน้าเห่อร้อนขึ้นมา อับอายกลายเป็นโกรธเอ่ยว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าคิดว่าข้าจะโอ้เอ้ไม่ยอมจ่ายรึ”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจาง
ลู่หลิงเซียวแทบกระอักเลือด
เขาลงนามด้วยสีหน้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เมิ่งเชียนเชียนเอาชาดแดงออกมาให้เขาประทับลายนิ้วมือ
จากนั้นเขาก็มองแผ่นหลังเมิ่งเชียนเชียนที่จากไปโดยไม่เหลียวแล นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงข่มความอายเรียกนางไว้ “ช่วย…เหลือไว้พันตำลึงได้หรือไม่”
“ไม่ได้”
เมิ่งเชียนเชียนปฏิเสธโดยไร้ความลังเล
ลู่หลิงเซียวเอ่ยอย่างอดกลั้น “ข้ารับปากหว่านเอ๋อร์ไว้ว่าจะซื้อเสื้อผ้าสองสามชุดให้นางกับลูกในท้อง…หากมิใช่เพราะเจ้าแย่งผ้าของหว่านเอ๋อร์ไปเมื่อคราก่อน ข้าก็คงไม่ถึงขั้นต้องทำเช่นนี้”