ม่านราตรีเข้าปกคลุม
ลู่หยวนนั่งเงียบอยู่ในศาลารับลม เขาดื่มชาอย่างสบายอารมณ์
เป่าซูนั่งอยู่บนพรมนุ่ม สองมือน้อยๆ ออกแรงดึงชายอาภรณ์เขา ดึงจนแยกเขี้ยว
องครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งมาหยุดอยู่นอกม่าน ประสานมือเอ่ยว่า “นายท่าน คนตระกูลลู่กลับไปแล้วขอรับ”
ลู่หยวนเอ่ย “โบยไปเท่าใดแล้ว”
องครักษ์เสื้อแพรตอบ “สองร้อยสิบไม้ขอรับ”
ลู่หยวนเอ่ยอย่างยุติธรรมสุดจะเปรียบว่า “จำไว้ว่าเหลืออีกเก้าสิบไม้ แผลหายแล้วค่อยโบยต่อ”
องครักษ์เสื้อแพรประสานมือ “ขอรับ!”
ลู่หยวนโคลงถ้วยชาในมืออย่างเอ้อระเหย “เฮอะ เพิ่งจะสองร้อยสิบไม้ ตระกูลลู่มีบุตรชายตาขาวนัก!”
เอ่อ…ตาขาวไม่ได้ใช้แบบนี้นะ
องครักษ์เสื้อแพรเอ่ยเจื่อนๆ ว่า “ในกองทัพ ผู้ที่สามารถทนโบยร้อยไม้ได้มีไม่มาก สองร้อยไม้ก็หายากมากแล้ว สามารถทนได้สามร้อยไม้ทั่วทั้งใต้หล้านี้ก็มีเพียง…”
เขาเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็ชำเลืองมองลอดม่านไปยังลู่หยวนแวบหนึ่ง ก่อนจะกลืนถ้อยคำสุดท้ายลงไป เปลี่ยนเรื่องไปว่า “จากศักยภาพของแม่ทัพลู่ กลับยังพอสามารถสังหารชินอ๋องแห่งเป่ยเหลียงได้อย่างถูไถ ผลงานทางการทหารของเขาคงจะเป็นเรื่องจริง”
ลู่หยวนเอ่ยเสียงเย็น “ข้าเคยสงสัยว่าผลงานของเขาเป็นเรื่