ะแหน
แต่เสี่ยวเย่กลับเหมือนจะฟังไม่เข้าใจความหมายแฝงของคำพูดนั้น จึงตอบกลับด้วยความใสซื่อ: “ฉันไม่อยากให้แม่สื่อทำธรณีประตูพังหรอกนะคะ ปีที่แล้วพ่อเพิ่งจะเปลี่ยนบานประตูบ้านไปเอง ถ้าเกิดว่าพังขึ้นมาจริงๆ คงต้องลำบากพ่อมากแน่เลย ”
เฉินเฟิงจ้องมองเธอพลางคิดในใจ: “แล้วประเด็นสำคัญคือธรณีประตูบ้านคุณหรือไง?ประเด็นสำคัญคือคุณพูดมากเกินไปเข้าใจไหม”
ทว่าเสี่ยวเย่กลับมองไม่เห็นสายตาขุ่นเคืองนั้นของเฉินเฟิง
พลางกำลังจะพูดต่อ แต่ในขณะนั้นเองรถปอร์เช่911รุ่นเก่าของไป๋ซิงก็ได้มาจอดยังบริเวณลานอีกครั้ง
เฉินเฟิงเกิดอารมณ์ฉุนขึ้นมาพลางไล่เสี่ยวเย่: “ไป ไม่เห็นหรอว่ามีคนมา รีบไปรินชามาให้แขกเร็วเข้า ”
เสี่ยวเย่เดินเข้าไปในห้องครัวอย่างเชื่อฟัง
แต่คนที่เดินลงมาจากรถกลับไม่ใช่ไป๋ซิงเพียงคนเดียว ยังมีชายชราสูงอายุคนหนึ่งเดินลงมาด้วย เขามีใบหน้าที่เหี่ยวย่น พร้อมกับผมที่ขาวทั้งหัว
ในตอนที่เขาเดินลงมาจากรถ ไป๋ซิงยังเข้าไปช่วยประคองเขา จากนั้นจึงประคองเขาเดินมายังทางเฉินเฟิงทีละก้าวอย่างช้าๆ
เฉินเฟิงที่เห็นอย่างนั้นก็พอจะรู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายทันที เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าการที่ไป๋ซิงพาเขามาที่นี่มีความต้องการอะไร
“คุณคือ?” ถึงจะพอเดาได้แต่เฉินเฟิงยังคงถามออกไป
“ผมคือไป๋จิ้งเฟิง ตอนนี้เป็นหัวหน้าครอบครัวของตระกูลไป๋ ”
ปรากฏว่าเป็นตามที่เฉินเฟิงได้คาดเอาไว้จริงๆ เขาคนนี้ก็คือคุณพ่อของไป๋ซิงและไป๋ซู
เฉินเฟิงหั