่มคนนั้นกล่าวขอโทษต่อเฉินเฟิงทันที ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นที่ถูกสั่งสอนให้เชื่อฟัง จึงรีบเข้ามาแสดงความขอโทษด้วยความนอบน้อมทันที
ทว่าเฉินเฟิงกลับแค่จ้องมองเขาโดยไม่พูดให้อภัยใดๆ แล้วปล่อยให้เขาโน้มคำนับอยู่อย่างนั้นด้วยความเขินอาย
เชียนสวนยี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรจึงได้เพียงยืนเงียบๆ อยู่อย่างนั้น
ผ่านไปสักพัก เฉินเฟิงถึงยอมเอ่ยปาก: “ไสหัวไปเถอะ อย่าให้ผมได้เห็นหน้าอีก”
แต่เด็กหนุ่มคนนั้นกลับไม่มีการขยับตัวใดๆ จนเชียนสวนยี่ด่าเขาไปทีหนึ่ง เขาถึงค่อยยืดตัวตรงแล้วเดินออกไป
เชียนสวนยี่พูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า: “ต้องขออภัยจริงๆ ช่วงนี้ตระกูลเชียนของเราเกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย ซึ่งมันทำให้เกิดความรำคาญใจไม่น้อยจริงๆ ”
หลังจากนั้นเขาก็พูดพร่ำอีกมากมาย แต่เฉินเฟิงกลับไม่ได้ตั้งใจฟังเลยสักนิด และเมื่อเห็นว่าเฉินเฟิงอารมณ์ไม่ดีมากนัก เชียนสวนยี่จึงขอตัวกลับ
กระทั่งพระอาทิตย์ในวันถัดมาขึ้นมาอีกครั้ง เฟิ่งซีก็ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เธอรู้สึกคอแห้งจนอยากจะดื่มน้ำเป็นอย่างมาก
แต่ทันทีที่เธอขยับตัว เฉินเฟิงที่นอนเฝ้าอยู่ตรงนั้นทั้งคืนก็ตื่นขึ้นมา
เขาที่เห็นว่าเฟิ่งซีฟื้นแล้ว จึงรีบโน้มตัวเข้าไปทันทีพร้อมกล่าวถาม : “คุณรู้สึกยังไงบ้าง”
“หิวน้ำ”
ตอนนี้แม้ว่าสภาพจิตใจของเฟิ่งซีจะดีขึ้นมามาก แต่ว่าริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อนั้นกลับกลายเป็นสีขาวซีดเพราะอาการขาดน้ำ แม้แต่ผิวก็ดูซีดเผือดไป