าสแสดงคุณค่าเพื่อผูกสายสัมพันธ์กับผู้เก่งกล้า
เพราะฉะนั้น กว่างหมิงหนีไปได้ไม่ไกล ก็ถูกเขาไล่ตามจับตัวกลับมา
ถึงยามนี้ กว่างหมิงจนใจ ทำได้เพียงร้องขอชีวิตเสียงดัง “อย่าฆ่าข้า! ข้าเองก็สามารถ…สามารถรับใช้นิกายศักดิ์สิทธิ์ได้!”
“เจ้าคิดจะสวามิภักดิ์?”
ลวี่หยางเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจเล็กน้อย “ศึกชิงวิถีครั้งนี้มีท่านเจินจวินควบคุมศึกอยู่ เจ้ากล้าสวามิภักดิ์เชียวหรือ?”
ศึกชิงวิถีครั้งนี้ มีเจินจวินทั้งสามฝ่ายร่วมควบคุมศึกด้วยตนเอง แม้จะไม่แทรกแซงโดยตรง แต่เหตุการณ์ทั้งปวงจะหลุดรอดสายตาเจินจวินไปได้อย่างไร?
ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครกล้าสวามิภักดิ์?
ถ้าเป็นในนิกายศักดิ์สิทธิ์ หากเจ้ากล้าทำเช่นนั้น รอดตายมาได้กายเนื้อก็จะถูกเจินจวินนำไปจุดตะเกียงฟ้า ตายไปแล้ววิญญาณก็ถูกนำไปจุดตะเกียงวิญญาณ
ต่อให้เวียนว่ายตายเกิดก็อย่าได้หวัง!
“ท่านอาจไม่ทราบ…สุขาวดีเซิ่นเล่อเรานั้นมีกฎของตน ไม่อาจวัดด้วยมาตรฐานเดียวกันได้”
กว่างหมิงกดเสียงต่ำลง กล่าวอย่างระมัดระวัง “สำหรับเราทั้งหลาย การสวามิภักดิ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ขอเพียงรอดชีวิต ก็ไม่มีผู้ใดถือโทษ”
“อ๋อ?”
ลวี่หยางเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง แววตาพลันแฝงรอยเย้า ก่อนจะเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “หากข้าสั่งให้เจ้าแฝงตัวกลับไปในฐานะสายลับ เพื่อจัดการกับพวกภิกษุที่เหลือของสุขาวดี เจ้ายังยินดีอยู่หรือไม่?”
“เอ่อ…เรื่องนี้…”
กว่างหมิงได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปในบัดดล ก่อนจะอ้าปา