านหวังผมเอามาด้วย ไม่ทราบว่าหินชิงสือนั้นวางอยู่ที่ไหน”
รอจนเฉินเฟิงพูดจบ หวางลั่วปิงตบมือ ชายสามสี่คนก็ยกลังเข้ามา
“น้องชายพิสูจน์ของได้ แล้ว《จี๋เต้าเจินเจี่ย》เล่มนั้น?”
เฉินเฟิงไม่ลังเล ควักคัมภีร์ขอบเย็นด้ายออกมาจากแขนเสื้อกว้าง
“เล่มนี้แหละ”
เขาวางไว้ในมือ หวางลั่วปิงรู้สึกโลภอยากฉกไป ดีที่เฉินเฟิงว่องไว ถอยหลัง ยิ้มพูด
“คุณท่านหวังอย่าเพิ่งรีบร้อนไป รอให้ชนะก่อนท่านก็จะได้《จี่เต้าเจินเจี่ย》ไป”
หวางลั่วปิงลูบหัวล้านของตัวเอง ฝืนยิ้ม
“เป็นธรรมดา”
ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นของดวลกันแล้ว จากนั้นการประลองเริ่มขึ้น
“คุณชายเฉิน แม้ว่าจะท้าดวล แต่ไม่ใช่การดวลตาย ดังนั้นต้องมีเส้นหยุด ในสนามประลอง ขอเพียงแค่ใครมือเท้าลงพื้นก่อน หรือถูกออกจากเส้น ถือว่าแพ้การประลอง เห็นว่าเป็นไง”
ชายอ้วนพูดกับเฉินเฟิง เฉินเฟิงรู้สึกไม่มีปัญหา ได้แต่พยักหน้า
ในตอนที่เฉินเฟิงเตรียมจะเดินไปสนาม ชิงชิวพูดกับเฉินเฟิงคำหนึ่ง
“นักพรตโปรดออมมือ”
พูดจบ แม้แต่เฉินเฟิงยังรู้สึกแปลกๆ นี่ยังไม่ทันประลอง ก็ขอให้ออมมือแล้ว หรือเขาเห็นว่าหวางลั่วปิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ หรือว่าพูดอะไรกับฝ่ายตรงข้าม
แต่ว่าเฉินเฟิงไม่ได้คิดอะไรมาก ถ้าหากว่าฝ่ายตรงข้ามอ่อนขนาดนี้ เขาอาจจะพิจารณาออมมือ
จากนั้น สนามใหญ่ทรงวงรีก็เหลือเพียงเฉินเฟิงกับหวางลั่วปิงสองคน
สองคนก้าวเท้าเจ็ดแปดเก้า ต่างมองซึ่งกันและกัน แม้ว่าต่างคนต่างไม่มีการเคลื่อนไหว แต่ต่างก