ใจไม่
ในชาตินี้ เขาซ่อนตัวอยู่ในเงามืดตลอด กระทั่งรอจนอินซานเจินเหรินจากไป จึงเร้นกายเข้าสู่ส่วนลึกของเขากะโหลก แล้วปลดปล่อยเค้าเงาแห่งตำหนักเหยียนโม่ออกมา
ชั่วอึดใจ เงาดำสายหนึ่งก็เผยกายเงียบเชียบ
“ขอคารวะบรรพชน!”
ลวี่หยางแสร้งแสดงอาการตื่นเต้น ประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม แต่ในใจกลับลอบสำรวจเค้าเงาของบรรพชนอสูรวิญญาณอย่างเงียบงัน พร้อมรอจังหวะลงมือได้ทุกเมื่อ
“ลุกขึ้นเถิด…”
หลังยึดร่างมาแล้ว บรรพชนอสูรวิญญาณแลดูเป็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าตางดงาม ผิวผ่องฟันขาว แม้ถ้อยคำจะมีอาวุโสอยู่ แต่เสียงนั้นยังคงอ่อนเยาว์ชัดเจน
สีหน้าเขาเคร่งขรึม สายตาจ้องเขม็งที่ลวี่หยาง คล้ายกำลังตริตรองอะไรบางอย่าง
เนิ่นนานจึงถอนหายใจอย่างแผ่วเบา “เรียกเทพพิทักษ์ของเจ้ามาเถิด”
ลวี่หยางสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ไม่ลังเล รีบหยิบธงหมื่นวิญญาณออกมา เรียกเทพพิทักษ์ซู่หนี่ว์ออกมา พร้อมตั้งท่าพร้อมลงมือทุกขณะ
“อืม?”
ดูเหมือนบรรพชนอสูรวิญญาณจะไม่พบพิรุธใด เขาหันมามองธงหมื่นวิญญาณทันที มองอยู่ชั่วครู่ก็อดกล่าวชมไม่ได้ “ของวิเศษชิ้นนี้ช่างประเสริฐ! แม้มิใช่สมบัติวิญญาณแท้ กลับเหนือกว่าสมบัติวิญญาณ ยิ่งเข้ากันดีกับวิถีของนิกายอสูรวิญญาณ ยิ่งเหมือนเสือพกเขี้ยว!”
“บรรพชนชมเกินไปแล้ว สิ่งนี้ชื่อว่าธงหมื่นวิญญาณ” ลวี่หยางกล่าวพร้อมยิ้มบาง “ข้าได้มาจากโชควาสนา หากมิใช่เพราะธงวิเศษนี้ ข้าก็สืบทอดวิถีของนิกายไว้ไม่ได้หรอก”
บรรพชนอสูรวิญ