ับ ท่านกินเถอะ” ไป๋จื่อกล่าวตอบโดยไม่หันไปมอง
หมอเฉินกำลังจะลงมือตัก ทว่าต้วนเฉิงที่อยู่ข้างๆ กลับกระแอมขึ้น
“คอเจ้าเป็นอะไร” หมอเฉินถาม
สีหน้าของต้วนเฉิงดูแปลกๆ ไป ก่อนที่เขาจะเหลือบมองถ้วยในมือของผู้เป็นอาจารย์ครั้งหนึ่ง กล่าวเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “อาจารย์ ข้ายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยนะขอรับ!”
“แล้วมันแปลกหรือ ในค่ายทหารแห่งนี้ คนที่ไม่ได้กินข้าวเย็นมีเพียงเจ้าคนเดียวหรือไร แล้วมันน่าน้อยใจตรงไหนกัน อีกอย่าง เจ้าก็ไม่ได้อยากกินน้ำแกงงูข้นเสียหน่อย” หมอเฉินพูด
ต้วนเฉิงกลืนน้ำลาย เสียงอ่อนยิ่งกว่าเดิม “นั่นเพราะข้าคิดไม่ถึงว่ามันจะหอมหวนเช่นนี้”
ไป๋จื่อเช็ดแผลให้ชายหนุ่มผู้นั้นแล้วเสร็จ นางเก็บข้าวของเรียบร้อย ก่อนจะหมุนกายไปหยิบถ้วยใบหนึ่ง ตักน้ำแกงงูข้นในถ้วยของตนเองออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วส่งไปให้ต้วนเฉิง “ลองชิมดูสิ หากเจ้าคิดว่าอร่อย มีเวลาว่างก็เข้าป่าไปจับงูมาใหเข้า แล้วข้าค่อยทำให้พวกเจ้ากินอีกรอบ”
ต้วนเฉิงรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง เดิมทีในถ้วยของไป๋จื่อก็มีน้ำแกงข้นเพียงครึ่งหนึ่ง บัดนี้ตักให้เขาครึ่งหนึ่ง ส่วนของนางเองจึงเหลือไม่กี่คำเท่านั้น
นางเห็นเขาไม่ยอมรับไป จึงพูดอีกว่า “วันนี้ข้า