วกเจ้า”
ครั้นจางซานสุ่ยได้ยินก็ดีใจยกใหญ่ เขาเคยช่วยเหลือพี่สาวคนนี้อยู่ไม่น้อย พี่สาวมีอะไรก็นำมาให้พวกเขากินเช่นนี้ เขาย่อมดีใจอยู่แล้ว ทั้งยังคิดว่าสมเหตุสมผลดี ถึงอย่างไรเสียก็เป็นครอบครัวเดียวกัน
เจ้ารองพูดต่อ “ข้าขอเชื่อข้าวมาจากจื่อยาโถวด้วย อีกทั้งนางยังห่อขนมไหว้พระจันทร์ให้พวกข้าอีกหลายชิ้น สองสามวันนี้พวกข้าจะกินข้าวที่บ้านของพวกเจ้าไปก่อน เจ้าจะอนุญาตหรือไม่
จางซานสุ่ยรีบตอบ “ได้สิ จะไม่ได้ได้อย่างไร อย่าว่าแต่ท่านนำข้าวมาเลย ถึงแม้ไม่ได้นำอะไรมา อยากฝากท้องที่บ้านพวกข้าก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีข้าก็ต้องมีท่าน”
มารดาของจางซื่อจากโลกนี้ไปนานแล้ว จางซานซื่ออายุน้อยกว่านางถึงแปดปี นางเป็นคนเลี้ยงน้องชายคนนี้ตั้งแต่เล็กจนโต จางซื่อจึงเป็นญาติที่เหมือนกับแม่แท้ๆ สำหรับจางซานสุ่ยแล้ว
จางซื่อก็ใกล้ชิดกับน้องชายคนนี้เป็นอย่างยิ่ง เรื่องบางเรื่องที่นางไม่บอกพี่น้องคนอื่น นางล้วนบอกกับน้องชายคนนี้ทั้งสิ้น
น้องสะใภ้ก็เป็นคนตรงไปตรงมา ก่อนหน้านี้นางพักค้างคืนอยู่ที่นี่นานทีเดียว แต่น้องสะใภ้ก็ไม่เคยบ่นอะไร
เมื่อเห็นจางซื่อและเจ้ารองตามจางซานสุ่ยเข้าไปในเรือน หลิวซื่อก็โมโหจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พวกเขาได้ข้าวของมาจากนางเด็กน่าตายไป๋จื่อตั้งมากมาย กลับไม่นำกลับมาที่บ้าน หนำซ้ำยังมอบให้กับคนนอก ช่างอกตัญญูยิ่งนัก ไม่ได้การแล้ว นางต้องไปบอกเรื่องนี้กับแม่สามี ให้