แต่หากมีอาของตนเองอยู่ด้วยเช่นนี้ สถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
อาอู่ดึงเสี่ยวเฟิงมากอดไว้ในอก คว้าเสื้อผ้าของเด็กชายไว้แน่น “เสี่ยวเฟิงเอ๋ย ลำบากเจ้าแล้ว ลำบากเจ้าจริงๆ…เจ้าวางใจเถอะ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อาจะไม่ให้เจ้าได้รับความอดสูอีกแม้สักนิดเดียว ไม่มีทางเด็ดขาด”
เสี่ยวเฟิงเองก็น้ำตาคลอ ก้มหน้าลงพยักหน้าอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นอา
ไป๋จื่อแยกทั้งสองคนออกจากกัน ก่อนจะกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เอาล่ะ ดูท่านทำเข้าสิ เขาร้องไห้หมดแล้ว”
อาอู่รีบเช็ดน้ำตา ยิ้มพลางพูดว่า “จริงด้วย ข้าไม่ดีเอง เสี่ยวเฟิงไม่ต้องร้องไห้นะ พวกเราไม่ต้องร้องไห้แล้ว”
เด็กสาวพูดกับอาอู่ “พี่อู่ ท่านไปเรียกพี่สะใภ้กับหรูเอ๋อร์เข้ามาที พวกเราทุกคนไปรับบ้านด้วยกัน คนยิ่งเยอะยิ่งดี หากมีปัญหาอะไรจะได้แก้ไขได้เร็วหน่อย เพราะขืนพวกนายช่างไปกันแล้ว แต่พวกเราเพิ่งพบปัญหา เช่นนั้นไม่เท่ากับสายไปแล้วหรือ”
“เมื่อจัดการธุระเสร็จพวกเราก็เข้าไปในเมืองกัน วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ เสี่ยวเฟิงก็ไปด้วยกัน พวกเราจะได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้เขาอย่างดี จากนั้นก็ซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าอีกสักสองสามชุด แล้วก็ต้องไปดูด้วยว่าเครื่องเรือนที่พวกเราสั่งทำไว้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
อาอู่พยักหน้ารับ กล่าวกับเสี่ยวเฟิงว่า “เจ้ารออยู่ที่นี่นะ ข้าจะไปเรียนน้าสะใภ้ของเจ้าเข้ามา ยังมีหรูเอ๋อร์ด้วย พวกเจ้ายังไม่เคยพบกันเลยสินะ”
จ้าวหลานยกกะมะลังน้ำ