่งที่เขาต้องระบายโทสะออกมา ระบายออกมาอย่างแรงเสียด้วย
ค่ายบูรพาที่เจ็ดไม่เหมือนกับค่ายอื่นๆ กระโจมที่นี่มีรั้วไม้ล้อมอยู่ด้านนอก เป็นการแบ่งแยกค่ายบูรพาที่เจ็ดจากค่ายอื่น
เสี่ยวเฟิงชี้ไปยังกระโจมที่อยู่ด้านหน้า “ตรงนั้นแหละ”
ผู้คุมที่อยู่ข้างนอกกระโจมกำลังสัปหงกอยู่ แม้กระทั่งพวกเขาเดินเข้าไปใกล้แล้วก็ยังไม่ตื่น
ภายในค่ายบูรพาที่เจ็ดเงียบมาก เงียบจนน่าแปลก
บริเวณนี้มีกระโจมทั้งหมดสามหลัง เพียงแต่กระโจมตรงหน้ามีผู้คุมเฝ้าอยู่ด้วย ดูท่าทางมีแค่ในกระโจมหลังนี้เท่านั้นที่ขังคนไว้ ส่วนกระโจมหลังอื่นล้วนว่างเปล่า ทว่าถึงแม้จะไม่ว่าง ก็คงไม่ได้ขังนักโทษอุกฉกรรจ์ไว้แน่นอน
หูเฟิงส่งเสียงชู่ให้เสี่ยวเฟิง เป็นการบ่งบอกให้เด็กชายอย่าได้ส่งเสียงปลุกผู้คุม จะได้ไม่เกิดการกลั่นแกล้งเหมือนกับที่ผู้คุมหน้าค่ายสองคนนั้นทำ
ทั้งสองคนเข้าไปในกระโจมอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะมีกลิ่นเหม็นสายหนึ่งโชยมาปะทะใบหน้า
มีทั้งกลิ่นมูลที่ยากจะทานทน กลิ่นเน่าๆ หลังจากผิวหนังเกิดหนอง ไปจนถึงอาหารเน่าเสีย ปะปนอยู่ด้วยกันทั้งหมด ฉุนจมูกยิ่งนัก
ตั้งแต่เสี่ยวเฟิงเข้ามาในกระโจม น้ำตาก็ไหลลงมาไม่หยุดหย่อน เขาตั้งใจอดทนเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเห็นสภาพน่าเวทนาของคนข้างในแล้ว เขาจะอดทนต่อไปได้อย่างไรกัน
หูเฟิงจับมือของเขาไว้แน่น มือของเขาทั้งอบอุ่นและมีพลัง “อย่าส่งเสีย เจ้าถือไว้ก่อนนะ” แม้เขาจะยังมองไม่เห็นนักโทษเหล่านั้นชัดเจน แต