เหมือนกับที่ส่งเมิ่งหนานจากไป
ทว่าเมื่อถึงวันนี้แล้ว นางเพิ่งจะรู้ตัวว่าคำพูดที่หูเฟิงกล่าวกับนาง แตกต่างกับเมิ่งหนานลิบลับ
เมื่อถึงวินาทีที่จะต้องบอกลากันจริงๆ นางถึงจะรู้ว่าตนเองอาลัยอาวรณ์เพียงใด
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเคยชินกับการที่มีเขาอยู่เคียงข้าง หรือด้วยเหตุผลอื่น นางไม่ค่อยเข้าใจนัก และรู้สึกแปลกใจกับความรู้สึกนี้อย่างยิ่ง
“เจ้าเหม่ออะไรอยู่” จ้าวซู่เอ๋อถือกะละมังไม้เข้ามาในเรือน เห็นไป๋จื่อตกอยู่ในภวังค์ที่ข้างเตียง ในมือถือปิ่นปักผมทำจากหยกขนาดกะทัดรัดชิ้นหนึ่งเอาไว้ด้วย
“ปิ่นนี้สวยนัก เจ้าซื้อมาเท่าไรหรือ”
ไป๋จื่อดึงสติกลับมา “เอ๋? เท่าไรน่ะหรือ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
จ้าวซู่เอ๋อเป็นคนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ทันทีที่เห็นเด็กสาวหน้าแดงเถือกเช่นนั้น นางจะยังไม่เข้าใจอะไรได้อีก จึงยิ้มกล่าวในทันที “คงจะเป็นหูเฟิงแน่ สายตาของเขาเฉียบแหลมจริงๆ”
เด็กสาวซ่อนปิ่นปักผมในมือไว้ในอกเสื้อ ใบหน้าร้อนฉ่าขึ้นเรื่อยๆ “อย่าพูดมั่วเลยเจ้าค่ะ!”
หลังจากเช็ดหยดน้ำบนมือ จ้าวซู่เอ๋อก็เดินไปนั่งข้างๆ ไป๋จื่อ แล้วจับมือของเด็กสาวไว้ “อาจื่อ เหตุใดเจ้าไม่โน้มน้าวอาเฟิง เรื่องที่เขาจะเข้าร่วมกองทัพสักหน่อยเล่า อายุของเขาก็ไม่น้อยแล้ว ควรจะแต่งงานได้แล้วกระมัง ส่วนปีนี้เจ้าก็อายุสิบสาม ปีหน้าไม่ใช่ว่าอายุสิบสี่แล้วหรือไร แม้สตรีแคว้นฉู่อย่างพวกเราจะออกเรือนได้หลังจากปักปิ่น[1] แต่ก็มีสตรีหลายคนท