กับนางสักนิด เดิมทีตนกับเขาก็เป็นเหมือนคนที่อยู่กับคนละโลกอยู่แล้ว
หูเฟิงลงจากหลังม้าอย่างสง่างาม เขาผูกม้าไว้ใต้ต้นไม้ แล้วเร่งฝีเท้าเดินไปถึงตรงหน้าของไป๋จื่อ บนใบหน้าเฉยชาคล้ายกับมีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมา “รอข้าอยู่หรือ”
ไป๋จื่อกระแอมเสียงหนึ่ง จงใจลากเสียง “แน่นอน…ว่าไม่ใช่”
ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้โกรธ เขาดันหลังนางเข้าไปในลานบ้าน ก่อนจะเห็นถั่วลิสงในลานบ้านถูกเก็บไปหมดแล้ว หูจ่างหลินนั่งเหม่ออยู่ที่หน้าประตู ราวกับมองไม่เห็นเขาอย่างไรอย่างนั้น
หูเฟิงเรียกผู้เป็นบิดาครั้งหนึ่ง เขาถึงจะตื่นจากภวังค์ รีบหยัดกายลุกขึ้น ถามบุตรชายว่าเหนื่อย กระหาย หรือว่าหิวหรือไม่
ในใจของหูเฟิงพลันเกิดความรู้สึกอบอุ่น รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าเบ่งบาน “ข้าไม่เหนื่อย ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ”
หูจ่างหลินถอนใจเสียงหนึ่ง หมุนกายเข้าเรือนไปหยิบเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมา ให้หูเฟิงนั่งลงข้างๆ เขา
“อาเฟิง วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านมาหาข้า เขาบอกว่าทางชายแดนเกิดการสู้รบอีกแล้ว ราสำนักส่งคนมาเกณฑ์ทหาร อายุของเจ้าเหมาะสมพอดี ทั้งยังมีวรยุทธ์ หัวหน้าหมู่บ้านจึงถามข้าว่าเจ้าอยากไปหรือไม่”
หูเฟิงไม่ได้ตกใจเลยสักนิด ราวกับรู้เรื่องนี้อยู่เต็มอก
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศพลันหม่นมอง “ท่านพ่อ ข้าอยากไป”
หูจ่างหลินตะลึงลาน ปากขยับพะงาบๆ อยู่หลายครั้ง เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
“ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท