งคับรถก่อนหน้านี้นี่” หลิวซื่อกล่าว
ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน “วันนี้ข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก พี่จ้าวป่วย ข้าจึงช่วยทำหน้าที่แทนเขาสักครั้ง เมื่อเขาหายดีแล้ว งานนี้ย่อมต้องเป็นเขาทำ”
หลิวซื่อร้องอ๋อเสียงหนึ่ง บนใบหน้าปั้นยิ้มยกใหญ่ “ข้าเป็นท่านป้าใหญ่ของไป๋จื่อ แซ่ไป๋เหมือนกันกับนาง”
“ที่แท้เป็นครอบครัวเดียวกับไป๋จื่อ พอดีเลย รบกวนพี่สะใภ้นำทางให้ข้าด้วยขอรับ” ชายหนุ่มยิ้มไม่หุบ
หลิวซื่อพยักหน้า “ย่อมได้ ว่าแต่วันนี้พวกเจ้ามารับแตงดินกี่ชั่งหรือ”
“หนี่งร้อยชั่ง แต่ละครั้งล้วนรับไปหนึ่งร้อยชั่ง” ชายหนุ่มรีบตอบ
หญิงชราที่อยู่ข้างๆ ยิ้มขับตีนกาถามว่า “แตงดินหนึ่งร้อยชั่ง พวกเจ้าที่ร้านสือเค่อต้องทำอาหารมากเพียงใดกัน คงจะขายได้เป็นเงินไม่น้อยเลยสินะ เปิดร้านอาหารช่างทำเงินได้ดีจริงๆ แต่แตงดินที่หลานสาวของข้าลำบากปลูก กลับขายได้เป็นเงินไม่เท่าไร”
ชายหนุ่มโบกมือในทันที “ท่านพูดเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ พูดตามตรง ข้าไม่เคยเห็นแตงดินที่มีราคาสูงเช่นนี้มาก่อนเลย แตงดินหนึ่งร้อยชั่งนี้ เถ้าแก่เฉินของพวกข้าต้องจ่ายเงินซื้อมาในราคาห้าตำลึงเงิน ถึงแม้จะเป็นที่เมืองหลวงก็ไม่น่าจะมีราคาเช่นนี้นะขอรับ”
หญิงชรายิ่งยิ้มไม่หุบ “อะไรนะ หากข้าไม่ได้หูฝาดไป เมื่อครู่เจ้าบอกว่าห้าตำลึงรึ”
หลิวซื่อยิ่งอิจฉาจนแทบบ้า ตลอดทั้งปีพวกเขาไม่เคยหาเงินได้ถึงห้าตำลึงเงิน ทว่าไป๋จื่อกลับหาเงินได้มากมายขนาดนั้น ทั้งๆ ที่นางอยู่ใน