เปลี่ยนแปลงไป สตรีนางหนึ่งในนั้นยิ่งหวาดกลัวจนพูดโพล่งออกมาทันทีว่ารู้สึกไม่สบาย แล้วหมุนกายจากไปทันที
คนที่เหลือก็คิดจะหนีไปเช่นกัน แต่เจ้าใหญ่เจี่ยที่ออกมาจากในเรือนกลับบังคับรั้งเอาไว้ “มาๆ เข้ามาเผชิญหน้ากันในเรือน ลูกชายของข้าตื่นพอดี ไปพูดต่อหน้าตงจื่อให้ชัดเจนกันดีกว่า”
ในเรือนรกยิ่งกว่าในลานบ้าน ทั้งยังมีกลิ่นเหม็นเตะจมูกเป็นระลอก ฉุนยิ่งนัก
ห้องที่ตงจื่อนอนอยู่นั้น นอกจากเตียงไม้ที่ทำขึ้นเองหลังหนึ่งแล้วก็ไม่มีอะไรทั้งนั้น ตรงมุมห้องมีถังไม้วางอยู่ถังหนึ่ง กลิ่นอุจจาระหลายสายโชยออกมาจากในนั้น คนที่เข้ามาในห้องจึงต่างก็พากันขมวดคิ้ว
เจ้าใหญ่เจี่ยราวกับได้กลิ่นจนชินแล้ว จึงไม่รู้สึกทรมานใจเลยสักนิด เขาตรงไปที่ข้างเตียงของตงจื่อ แล้วกล่าวกับบุตรชายว่า “ตงจื่อ เจ้าบอกท่านหัวหน้าหมู่บ้านสิ ว่าไป๋จื่อทำร้ายเจ้าอย่างไร”
บนใบหน้าจองตงจื่อมีรอยนิ้วมือประทับอยู่ชัดเจน ตรงแก้มบวมปูด เพิ่งโดนตบมาไม่นานนี้แน่นอน
เขามองไปทางไป๋จื่อด้วยแววตาขลาดกลัว เมื่อรับรู้ได้ถึงดวงตากระจ่างและสดใสของนาง เขาก็ถอนสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้ามองนางตรงๆ
“พูดสิ…เป็นใบ้รึ” เจ้าใหญ่เจี่ยขึ้นเสียง มองบุตรชายอย่างโหดเหี้ยม
ร่างกายของตงจื่อสั่นเทา ขอบตาแดงก่ำ เขาเอ่ยปากเสียงสั่นเครือ “ชะ…ใช่ ไป๋จื่อนาง…นางใช้กระบอกไม้ไผ่ ตี…ตีข้าตงลงมา”
ตงจื่อก้มหน้าลง สั่นทั้งกายทั้งวาจา น่าสงสารยิ่งนัก
เจ้าใหญ่เจี่ยแค่นห