ยากให้เขาถามอีกต่อไป นี่ยิ่งเป็นการยืนยันฐานะของหูเฟิง ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แต่ในเมื่อนางไม่อยากให้เขารู้ เช่นนั้นเขาก็จะไม่ถามมากอีก อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาอยู่แล้ว
เขายิ้มพลางส่ายหน้า “ขอบคุณน้ำใจของเจ้ามาก แค่ข้ายังมีธุระด่วนต้องรีบไปจัดการ ครั้งหน้านะ ครั้งหน้าข้าจะมาชิมฝีมือของเจ้าที่นี่”
ไป๋จื่อก็ไม่รั้งเขาไว้เช่นกัน หลังจากส่งเขาไปแล้ว นางก็กลับไปในลานบ้าน แล้วกล่าวกับหูจ่างหลินว่า “ท่านลุงหู ต่อไปหากมีคนถามเรื่องของหูเฟิง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ท่านอย่าได้พูดอะไรนะเจ้าคะ”
หูจ่างหลินไม่เข้าใจ “เพราะเหตุใดกัน หูเฟิงความจำเสื่อม หากมีคนจำเขาได้ ช่วยเขาตามหาครอบครัวของเขาจนพบ นั่นไม่เท่ากับเป็นเรื่องดีหรอกหรือ เหตุใดไม่ให้ข้าพูด”
“สามปีก่อนหูเฟิงรอดมาได้อย่างไร ท่านย่อมรู้ดีกว่าข้า อดีตของเขาไม่ธรรมดาแน่นอน ถูกคนทำร้ายจนมีสภาพเช่นนั้น ต้องมีคนคิดจะกำจัดเขาแน่ๆ อดีตของเขาเป็นอย่างไร หลังจากเขาฟื้นควาทรงจำกลับมาได้แล้ว พวกเราก็จะรู้เอง ไม่จำเป็นต้องรู้จากปากของคนที่ไม่รู้เส้นสนกลใน เพราะวาจาของคนเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง”
แม้ลุงหูจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของนางเท่าไรนัก แต่ก็รู้เจตนาของนางชัดเจน เขารีบพยักหน้า “เจ้าคิดใคร่ครวญรอบคอบนัก มีเหตุผลยิ่ง ข้าจะจำไว้”
ไป๋จื่อมองดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่ออกมาครึ่งดวง ก่อนจะพูดกับลุงหูว่า “หูเฟิงจะกลับมากินข้าวเช้าหรือ