อ๋อร์กำชับข้าไว้ว่าไม่ให้ปลุกนาง”
ชายหนุ่มมองคนที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนจะถามย้ำชัดทีละคำ “นางถูกใต้เท้ากู้เอาเปรียบใช่หรือไม่”
จ้าวหลานชะงักงัน ก่อนจะถามตามสัญชาตญาณ “เจ้ารู้ได้อย่างไร” เมื่อถามออกไปแล้ว นางถึงจะรู้ตัวว่าไม่เหมาะสม จึงรีบกล่าวอีกว่า “มะ ไม่มีอะไร จื่อเอ๋อร์แค่เหนื่อยเท่านั้น หลับไปแล้วล่ะ มะ ไม่ได้ถูกเอาเปรียบอะไร”
หูเฟิงส่ายหน้า “ท่านไม่จำเป็นต้องหลอกข้า ข้ารู้ว่าวันนี้นางไปฟ้องร้องในเมือง คนแซ่กู้ไม่ใช่คนดี อีกทั้งคนที่นางฟ้องร้องก็เป็นพี่เขยของเขา แล้วนางจะมีจุดจบที่ดีได้อย่างไร”
จ้าวหลานกัดริมฝีปาก ไม่พูดอะไรออกมาอีก ในที่สุดน้ำตาที่รื้นอยู่ในขอบตาก็ไหลออกมา “จื่อเอ๋อร์ไม่ให้ข้าบอกเจ้า ข้า…”
หูเฟิงยื่นมือไปตบบ่าของจ้าวหลานเบาๆ “ท่านวางใจเถอะ ข้าไม่ปลุกนางหรอก ข้าไปดูนางครู่เดียวก็ออกมาแล้ว”
เขาเปิดประตู เดินเข้าไปในเรือนที่มืดสลัว บนเตียงไม้ที่เขาเป็นคนประกอบเองกับมือมีคนนอนอยู่คนหนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าบางๆ ผ้าห่มผืนบางที่แต่เดิมคลุมอยู่ตรงเอวไหลลงไปอยู่อีกด้าน
นางนอนหลับอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตก พวงแก้มเป็นสีแดงที่ไม่ปกติ เขายื่นมือไปจับหน้าผากของนาง ร้อนลวกนัก
ตอนนี้นางคล้ายกับกำลังพูดอะไรบางอย่าง
เขาจึงขยับหูเข้าไปใกล้
“หนาว หนาวเหลือเกิน…”
ชายหนุ่มรีบคลุมผ้าห่มสองผืนบนเตียงลงบนตัวนาง “ดีขึ้นบ้างหรือไม่ ยังหนาวอยู่หรือไม่”
เสียงของเขาทุ้มลึก แต่ก