ากัน”
เสียงของหลิวซื่อดังขึ้นมาในทันที “อะไรนะ หนึ่งโต่วราคาสองเฉียน? นี่ไม่เท่ากับปล้นกันหรือไร”
ไป๋เถี่ยหนิวหน้าบึ้งโดยพลัน ก่อนจะกล่าวอย่างมีน้ำโห “หลิวกว้าหัว หากเจ้าเก่งจริง พรุ่งนี้ก็ลองเข้าไปดูในเมือง ดูว่าร้านขายข้าวใดยังขายข้าวอยู่บ้าง อย่าว่าแต่สองเฉียนเลย หนึ่งโต่วราคาหนึ่งเฉียน เจ้าก็ซื้อไม่ได้ จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า”
ผู้ประสบภัยมาจากทางใต้กันอย่างมหาศาล เรื่องนี้ทุกคนล้วนรู้ เมื่อผู้ประสบภัยมา ราคาข้าวก็จะขึ้นสูง คนรวยย่อมเริ่มกักตุนเสบียงอาหาร ส่วนคนจนก็เริ่มยืมข้าวมากักตุนสักหน่อยเช่นกัน ร้านขายข้าวส่วนใหญ่ตอบสนองอุปสงค์ไม่ทัน ข้าวที่เก็บตุนไว้หมดลงจึงเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง
เมื่อก่อนก็เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจ
หญิงชรามายืมข้าวในเวลานี้ ชัดเจนว่าแสร้งทำเป็นเลอะเลือน
นางขมวดคิ้วมุ่น “โต่วหนึ่งราคาสองเฉียน แพงเกินไปกระมัง สองวันก่อนสองเฉียนซื้อข้าวได้ตั้งหนึ่งตั้น”
ไป๋เถี่ยหนิวแค่นหัวเราะอีกครั้ง “วันก่อน? ตอนนี้ใช่วันก่อนหรือไม่เล่า ช่างเถิด พวกเจ้าไม่ซื้อก็รีบไป ข้าไม่มีเวลามาพูดไร้สาระกับเจ้าอยู่ตรงนี้”
เขาพูดจบก็จะปิดประตู ทว่าหญิงชราตัดสินใจ พูดโพล่งออกไปว่า “ซื้อสิ ข้าซื้อ ชั่งข้าวให้ข้าโต่วหนึ่ง”
หากเป็นเวลาทั่วไป ให้ตายอย่างไรนางก็ไม่ซื้อ ทว่าตอนนี้หิวจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ วันนี้หากไม่ได้กินข้าวสักมื้อ เกรงว่าพรุ่งนี้คงไม่มีแรงลุกขึ้นจ