ยหนิวยิ้มอย่างมีเลศนัย “เจ้าคงไม่รู้กระมัง ข้าก็เพิ่งได้ยินมาจากริมแม่น้ำตอนกินข้าวเย็นนี่แหละ ครั้งก่อนเด็กสาวไป๋จื่อตุนเสบียงอาหารจากในเมืองมาถึงหนึ่งคันรถ ราคาในตอนนั้นยังไม่สูงเท่าตอนนี้ นางพูดแล้วว่าหากบ้านไหนเสบียงอาหารไม่พอ ก็ไปซื้อจากนางได้ นางจะคิดราคาจากตอนที่นางซื้อมา สองเฉียนของพวกเราน่าจะซื้อข้าวได้อย่างน้อยหกโต่ว เจ้าว่าการซื้อขายนี้คุ่มค่าหรือไม่”
ครั้นได้ยินข่าวว่าไป๋จื่อมีข้าวขาย เดิมทีเขาก็โมโหว่าวันนี้ตนไม่น่าไปซื้อข้าวราคาโต่วละหนึ่งเฉียนในเมืองเลย เพราะรู้สึกว่าช่างขาดทุนยิ่งนัก ทว่าสะใภ้รองมาหาถึงที่บ้าน เขาจึงใช้ข้าวหนึ่งนำเงินสองเฉียนที่ตนเสียไปกลับมา พรุ่งนี้ยังไปซื้อจากไปจื่อได้อีกเล็กน้อย เขายิ่งคิดก็ยิ่งอารมณ์ดีนัก ด้วยนี่เป็นเรื่องที่ฉลาดที่สุดในชีวิตนี้ที่เขาเคยทำแล้ว
…
ไป๋จื่อคิดอยู่สามวันเต็มๆ นางก็ยังคิดไม่ออก ว่าแท้จริงแล้วกล่องยานี้ข้ามเวลาจากยุคปัจจุบันมาได้อย่างไร
วันนั้นจู่ๆ นางก็กลับไปยังยุคปัจจุบัน สรุปแล้วเป็นความจริง หรือว่าฝันไปกันแน่
หากเป็นความฝัน แล้วจะอธิบายเรื่องกล่องยาอย่างไร
หากเป็นความจริง เช่นนั้นในเมื่อนางกลับไปยังยุคปัจจุบันแล้ว เหตุใดยังกลับมาที่ยุคโบราณอีกครั้ง อีกทั้งยังนำกล่องยานี้กลับมาด้วย
“จื่อเอ๋อร์ เจ้าเหม่ออะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าวันนี้จะไปตรวจอาการของใต้เท้าเมิ่งที่ศาลาว่าการซ้ำอีกครั้งหรือ” จ้าวหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย หลายวัน