น
ไป๋ฟู่กุ้ยที่แต่ไหนแต่ไรขี้กลัวเบียดเข้ามาข้างหน้า แล้วกล่าวกับท่านย่าของตนว่า “ท่านย่า ท่านอย่าเอาแต่ว่าท่านแม่ของข้าเลย ตั้งแต่ท่านแม่ของข้ากลับมา นางก็ยุ่งตั้งแต่เช้ายันเย็น วิ่งวุ่นหัวหมุนเหมือนกับลูกข่าง งานในบ้านนางล้วนเป็นคนทำลำพัง แม้แต่เวลาจะหยุดมือยังไม่มี นี่เพิ่งผ่านมาสามวัน นางก็เหนื่อยจนผ่ายผอมแล้ว ท่านใจร้ายกับท่านแม่ของข้าเกินไปไม่ได้นะขอรับ”
เบ้าตาของจางซื่อแดงเถือกเพราะความซาบซึ้ง วันนี้ไม่เพียงสามีที่มักจะฟังท่านแม่ของตนเสมอมายังอยู่ข้างนาง แม้แต่บุตรชายที่มีนิสัยขี้ขลาดก็พูดช่วยนางเช่นกัน นางรู้สึกว่าความลำบากในหลายวันมานี้ของตน ช่างไม่เสียเปล่าเลยจริงๆ
นิ้วมือของหญิงชราชี้ไปที่บ้านรองไม่ยอมหยุด นางโมโหจนริมฝีปากกระตุก “ดี ดีนัก พวกเจ้าทั้งบ้านล้วนดีนัก ทำให้ข้าโมโหเช่นนี้ คิดจะให้ข้าโมโหจนตาย พวกเจ้าจะได้เป็นเจ้าบ้านใช่หรือไม่”
จางซื่อแค่นหัวเราะเบาๆ “ใครหวงแหนบ้านนี้กัน ที่ข้าต้องการคือบ้านของตนเองต่างหาก”
เจ้ารองรู้ความหมายของจางซื่อ หลายวันนี้คิดเยอะทีเดียว ภรรยาของตนพูดถูกต้อง หญิงชราลำเอียงรักแต่บ้านใหญ่ มีงานอะไรก็ล้วนให้พวกตนทำ ส่วนของอร่อยและมีประโยชน์ใดล้วนให้พวกบ้านใหญ่ก่อน โดยเฉพาะไป๋เสี่ยวเฟิง ในหนึ่งปีไม่รู้ว่าใช้เงินไปเท่าไร หนำซ้ำยังคิดรวมในบัญชีกองกลาง ในอนาคตจะได้เป็นขุนนางใหญ่หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยนิสัยเห็นแก่ตัวและไม่รอบคอบของไป๋เสี