ที่หมู่บ้านของพวกเรา ข้าขอให้เขาตัดสินคดีนี้โดยตรงก็พอ”สตรีสูงวัยสกุลไป๋ตะลึงลาน “หกตำลึงเงิน? เมื่อครู่เจ้าพูดว่าสี่ตำลึงไม่ใช่หรือ เหตุใดกลายเป็นหกตำลึงแล้วเล่า”หมอลู่แค่นหัวเราะ “ความจริงแล้วตอนที่เขียนหนังสือแสดงหนี้ ข้าเขียนไว้ว้าหกตำลึง ต่อมาเจ้ายืนกรานให้ข้าไปเก็บจากจ้าวหลานสองตำลึง ข้าคิดว่าล้วนเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เสียเปรียบเล็กน้อยก็ช่างเถิด คิดเพียงว่าจะเก็บจากเจ้าแค่สี่ตำลึงเงินเท่านั้น แต่ถึงวันนี้แล้ว แม้แต่สี่ตำลึงเงินเจ้าก็ไม่ยอมเช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ข้าก็ทำได้เพียงต้องจัดการเรื่องราวอย่างยุติธรรม บนหลักฐานติดเงินเท่าไร เจ้าก็ต้องคืนข้าเท่านั้น ไม่อาจขาดไปได้แม้แต่เฉียนเดียว”หญิงชรากัดฟันกรอด ทว่าก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ อีกทั้งนางแน่ใจว่าหลักฐานที่ประทับรอยนิ้วมือก็ถูกฉีกไปแล้ว หมอลู่ไม่ได้นำหลักฐานมาโดยสิ้นเชิง ตอนนี้พูดเรื่องเหล่านี้เพราะต้องการจะหลอกนาง เหอะ นางไม่ติดกับง่ายๆ หรอกหมอลู่ไม่ได้พูดมากอีก เขาหมุนกายจากไป มุ่งหน้าไปยังบ้านของหูจ่างหลิน หลังจากรู้ว่าใต้เท้าเมิ่งจะกลับมาในยามอู่ เขาถึงได้กลับไปก่อน แต่ก็กำชับกับหูจ่างหลินไว้ว่า เมื่อใต้เม้าเมิ่งกลับมาแล้ว เขาจะต้องมาพูดกับอีกฝ่ายสักครั้งคนสกุลไป๋เห็นหมอลู่ไปแล้ว ก็พากันเข้ามาที่ข้างกายของหญิงชรา“ท่านแม่ ลู่จ่างชุนนั่นคงไม่นำหลักฐานปลอมมาให้ท่านฉีกจริงๆ หรอกกระมัง” หลิวซื่อกล่าวหญิงชราแค่นหัวเ