อิ่มสักวัน นอนหลบหนาวสักวันบ้างหรือไม่”ไม่ว่าจะฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ในเรือนผุพังที่นางและจื่อเอ๋อร์อาศัยอยู่ แต่ไหนแต่ไรล้วนมีเพียงผ้าบางๆ ผืนหนึ่ง จนถึงฤดูหนาว พวกนางแทบจะต้องตัวสั่นงันงกในยามค่ำคืนเสมอหญิงชราพูดไม่ออก เรื่องที่ก่อนหน้านี้เห็นว่าสมควร ในมุมมองของจ้าวหลาน แตกต่างกับที่นางคิดโดยสิ้นเชิง“ไม่เลี้ยงดูแล้วอย่างไร อย่างไรท่านแม่ก็เป็นแม่สามีของเจ้า เจ้าไม่อาจไร้น้ำใจเกินไปได้” หลิวซื่อกล่าว“แม่สามี?” จางหลานหัวเราะเสียงเย็น ดวงตาแดงก่ำในทันที “ข้าถามนางหน่อย นางเห็นข้าจ้าวหลานเป็นสะใภ้ของนาง หรือว่าเป็นวัวเป็นม้าของสกุลไป๋พวกเจ้า”“หากเป็นแม่สามีของข้าจริง จะถือโอกาสตอนที่ข้าไม่อยู่บ้าน ตีลูกสาวของข้าจนตายทั้งเป็นหรือไม่ หากเป็นแม่สามีข้าจริง จะขายลูกสาวของข้าลับหลังข้าหรือไม่”เดิมทีนางไม่คิดจะพูดเรื่องพวกนี้อีก ไม่อยากกล่าวถึงอีก แต่พวกนางปรากฏตัวอยู่ต่อหน้านางครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้นางนึกถึงเรื่องในอดีตที่เจ็บปวดเหล่านี้ คล้ายกับการสาดเกลือลงบนแผลของนางไม่ยอมหยุดหญิงชราทำหน้าบึ้ง “เรื่องที่ผ่านไปแล้วจะพูดขึ้นมาอีกทำไม ตอนนี้พวกเจ้าสองแม่ลูกสุขสบายแล้วไม่ใช่หรือ หากไม่ใช่เพราะข้าตกลงให้เจ้าและไป๋จื่อแยกบ้านในทีแรก พวกเจ้าจะมีวันนี้หรือไม่ ว่ากันว่าเมื่อดื่มน้ำ อย่าลืมคิดถึงผู้ที่ขุดบ่อน้ำ หากไม่ใช่เพราะข้าเมตตาในวันนั้น ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเจ้าสองแม่