นาน้ำอันกว้างขวางกล่าวว่า “ดูสิ ตั้งแต่วันที่มือของเจ้าได้รับบาดเจ็บ ในนาของสกุลไป๋ก็ไม่เคยมีใครมา รกร้างเช่นนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่าในหัวของคนบ้านนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่”
จ้าวหลานมองนาสองหมู่นั่น แล้วถอนใจเสียงหนึ่ง “หลายปีมานี้ งานในนาและที่ดินล้วนเป็นข้าที่ทำ เดิมทีพวกเขาก็เอาแต่พักผ่อนอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เกรงว่าจะยังไม่เปลี่ยนนิสัยกระมัง”
ไป๋จื่อแค่นหัวเราะ “ไม่ต้องสนใจหรอกเจ้าค่ะ ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนนิสัยหรือไม่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรื่องของพวกเขาสกุลไป๋ไม่เกี่ยวกับพวกข้าสองแม่ลูก ท่านแม่จะทำเป็นลืมเลือน และติดต่อกับพวกเขาไม่ได้อีกเป็นอันขาด”
“เด็กคนนี้ พูดเหมือนข้าอายุสามขวบอย่างไรอย่างนั้น เหตุผลข้อนี้ข้าหรือจะไม่เข้าใจ?” จ้าวหลานยิ้มกล่าว เมื่อก่อนนางอาจจะโง่เง่าเช่นนั้น นางถึงได้มีความกังวลมากมายเช่นกัน
แต่ตอนนี้ต่างออกไปแล้ว หลังจาหนางเห็นจื่อเอ๋อร์นอนไร้ลมหายใจอยู่บนเสื่อกกกับตาตนเอง นางก็เกลียดชังคนสกุลไป๋เข้าไส้ ไม่มีความคาดหวังใดหลงเหลือแม้สักนิด
หัวหน้าหมู่บ้านก็พูดว่า “ตัดขาดกับคนบ้านนั้นไปได้ก็ดีแล้ว ตอนนี้เงินที่พวกเจ้าจะสร้างบ้านก็มีแล้ว ต่อไปจะต้องมีชีวิตที่ดี ถึงจะเป็นการสั่งสอนคนสกุลไป๋ได้ดีที่สุด”
ไป๋จื่อกันไปมองนาน้ำของสกุลไป๋ที่อยู่ไกลออกไป ตำแหน่งอยู่ตรงต้นน้ำของแหล่งน้ำ ข้างที่นาไม่มีร่องส่งน้ำเหมือนนาน้ำที่อื่น หากจะบอกว่าเป็นนาน้ำ ความจริงแล้วเป็นที่ดินแห้งๆ เสี