านทั้งสิ้น เขายังอยากกินอีก ทว่าไม่มีอะไรเหลือแล้ว
ใครใช้ให้เขาหัวช้า ทั้งยังมีท่าทางเฉื่อยชาเล่า
ไป๋จื่อกลืนข้าวในปากอย่างรวดเร็ว นางวางตะเกียบลงเช่นกัน ก่อนจะผุดลุกขึ้นไปหยิบถ่านไม้ก้อนหนึ่งที่หลังครัวมา แล้วจึงฉีกผ้าเก่าที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ใส่มาชิ้นหนึ่ง เพื่อเขียนใบสั่งยารักษาใบหน้าเปื่อยเน่าของเมิ่งหนาน
“ใต้เท้าเมิ่ง ในบ้านไม่มีพู่กันและกระดาษ ใต้เท้ารับสิ่งนี้ไปแล้วกันเจ้าค่ะ”
เมิ่งหนานรับชิ้นผ้าที่ไป๋จื่อส่งมาให้ เขามองตัวหนังสือบนนั้นอย่างละเอียด ลายมือชัดเจน นับได้เพียงว่าชัดเจนนัก
เขาพับชิ้นผ้าอย่างดี แล้วใส่เข้าไปในกระเป๋าแขนเสื้อ “ฝีมือทำอาหารของแม่นางไปยอดเยี่ยมนัก ความจริงแล้วข้าก็เคยกินของอร่อยมาไม่น้อย แต่อาหารที่แม่นางไป๋ กลับดีที่สุดที่ข้าเคยกิน”
ไป๋จื่อยิ้มกล่าว “หากใต้เท้าชอบกิน วันหน้าหากมีเวลาว่าง ก็มาได้อีกนะเจ้าคะ”
เมิ่งหนานตาเป็นประกาย รีบพยักหน้า “เช่นนั้นก็ขอรับน้ำใจ ข้ากำลังกังวลว่าวันหน้าจะไม่มีโอกาสได้กินอาหารที่แม่นางไป๋ทำแล้ว ในเมื่อแม่นางไป๋มีน้ำใจเชื้อเชิญ เช่นนั้นก็ขอน้อมรับไว้”
มีน้ำใจเชื้อเชิญ นางจำไม่ได้ว่าตนเองมีน้ำใจเชื้อเชิญตอนไหน เพียงแค่เกรงใจเท่านั้น…เขาช่างไม่เกรงใจเอาเสียเลย
บัดนี้หูเฟิงกินปลาและข้าวในถ้วยหมดแล้ว เขาหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมุมปากอย่างตั้งใจ ครั้นได้ยินบทสนทนาของไป๋จื่อและเมิ่งหนาน จู่ๆ เขาก็พูดแทรกขึ้นว่า “หากท่านจะมากินข้าว จ