เจ้าใหญ่กระแอมเสียงเบา แล้วพูดกับเมิ่งหนานว่า “ใต้เท้า บ้านของพวกข้าไม่ได้หาเงินสามสิบตำลึงมาในหนึ่งหรือสองวัน ต้องใช้เวลาสิบกว่าปีเต็มๆ ถึงจะเก็บสะสมได้มากเท่านี้ สกุลไป๋ของพวกข้ามีที่นาห้าหมู่ ที่ดินทรายสองหมู่ เสบียงอาหารของทุกปี นอกจากที่ต้องกินใช้เองแล้ว ก็ขายได้หลายตำลึง ทั้งครอบครัวกินอยู่อย่างประหยัด ถึงได้เก็บเงินเหล่านี้ได้อย่างยากลำบาก เดิมทีกะจะให้บุตรชายคนโตของข้าใช้แต่งงานขอรับ”
เมิ่งหนานยังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เพียงกล่าวเสียงเรียบ “พูดเช่นนี้ เงินสามสิบตำลึงนี่ก็เป็นสิ่งพวกเจ้าหามาได้ทีละเล็กละน้อยสินะ”
“ใช่ขอรับ” เจ้าใหญ่รีบพยักหน้า
“เช่นนั้นสามสิบตำลึงเงินของบ้านพวกเจ้าล่ะ เป็นตั๋วเงิน หรือว่าเงินย่อย หรือว่าจะเป็นพวงเงินเล่า”
เจ้าใหญ่ตะลึงงัน ด้วยคิดไม่ถึงว่าใต้เท้าเมิ่งผู้นี้จะถามคำถามนี้ แล้วเขาควรจะตอบอย่างไรดี เขารีบส่งสายตาไปทางผู้เป็นแม่ ขอร้องให้นางช่วย
เวลานี้หญิงชราใจเย็นลงแล้ว นางรู้ว่าเรื่องโกหกนี้ต้องลุล่วงไปด้วยดี ไม่เช่นนั้นหากผิดพลาดขึ้นมาก็จะเสียเรื่องไปกันใหญ่
นางกล่าวต่อว่า “มีทั้งหมด เงินย่อยก็มี พวงเงินก็มี แต่แท้จริงมีเท่าไร ข้าก็เลอะเลือนแล้ว ไม่เคยได้นับดูให้ดี”
พวกชาวบ้านที่มุงอยู่นอกลานบ้านได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็พากันส่ายหน้า ทั้งยังมีคนวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงเบาด้วย