ไป๋จื่อเข้าไปในเมือง ลุงหลี่รู้ว่านางรีบ ระหว่างทางจึงไม่สนใจแม้กระทั่งดื่มน้ำ เร่งวัวให้เดินเร็วขึ้นอยู่ตลอด เพียงหวังว่าจะได้ถึงศาลาว่าการเร็วหน่อย
แม้จะออกเดินทางแต่เช้า ทว่าเมื่อออกจากหมู่บ้านหวงถัวจนถึงศาลาว่าการ ก็เป็นยามเฉินสามเค่อแล้ว เกือบจะเก้าโมงเช้าแล้วนั่นเอง
ไป๋จื่อคิดในใจ ต่อไปต้องซื้อม้า นั่งรถเทียมวัวชักช้าเสียเรื่องจริงๆ หากมีเรื่องรีบร้อน เช่นนั้นคงต้องรีบแทบตาย
เหมือนกับที่เห็นในโทรทัศน์ ด้านนอกศาลาว่าการมีเจ้าพนักงานผู้น่าเกรงขามสวมชุดสีดำแดงปักลายอยู่สองคน
“มาทำอะไร” มือหนึ่งของเจ้าพนักงานถือดาบ ส่วนมืออีกข้างเท้าสะเอว พลางมองไปจื่ออย่างเย็นชา
ไป๋จื่อไม่รู้กฎเกณฑ์การร้องเรียนที่ศาลาว่าการ จึงปั้นหน้ายิ้มกล่าวกับเจ้าพนักงานว่า “ใต้เท้า ข้ามาจากหมู่บ้านหวงถัว มีคนในหมู่บ้านใส่ร้ายว่าข้ากับท่านแม่ขโมยเงินของพวกเขาไปสามสิบตำลึง ข้าอยากมาร้องเรียน ใต้เท้าผู้สื่อสัตย์โปรดขอความเป็นธรรมให้พวกข้า ข้าไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรแล้ว”
เจ้าพนักงานพิจารณาไป๋จื่อตั้งแต่หัวจรดเท้า วันนี้นางสวมชุดสีเขียวใหม่เอี่ยม แม้จะเป็นผ้าป่านหยาบเช่นที่คนยากจนชอบสวมใส่ ทว่าเมื่ออยู่บนร่างผอมบางของนาง บวกกับล้วนเป็นของใหม่ทั้งตัว ดูแล้วจึงไม่เหมือนเด็กตามป่าเขาที่ชอบลักเล็กขโมยน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หัวขโมยต้องมีความกล้าเทียมฟ้า ถึงได้กล้ามาร้องขอความเป็นธรรมที่ศาลาว่าการหลังจากขโมยเงินมาแล้ว
“เจ้า