มื่อคิดถึงความรุนแรงจากหูเฟิงในวันนั้น ตอนนี้เขายังรู้สึกกลัวอยู่แลย
หญิงชรามองตาขวางใส่เขา “ไร้ประโยชน์นัก ใครให้เจ้าไปมีเรื่องเล่า พวกเราไปพูดด้วยเหตุผล ขอเพียงพวกเราไม่ลงมือก่อน พวกเขาจะกล้าลงมือก่อนหรือ”
เจ้ารองแค่นหัวเราพในใจ ‘พูดด้วยเหตุผลหรือ พวกเรามีเหตุผลอะไรไปพูดต่อหน้าจ้าวหลานและไป๋จื่อกัน’
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น ทว่าเท้ากลับยังคงตามไปยังสกุลหู
เวลานี้ไป๋จื่อเพิ่งยกเกี๊ยวขึ้นโต๊ะ กลิ่นหอมดึงดูดนั้น ผนวกกับรูปร่างอันเป็นเอกลักษณ์ ทุกคนเห็นเข้าแล้วก็จ้องเขม็ง “นี่คือเกี๊ยวหรือ” จ้าวหลานถาม
ไป๋จื่อพยักหน้า “อื้ม นี่คือเกี๊ยวเจ้าค่ะ รีบชิมเร็ว”
‘ทุกคน’ ยกตะเกียบขึ้น ทว่าเพิ่งคิดจะคีบเกี๊ยวมาลองชิม กลับได้ยินเสียงร้อนตะโกนอันคุ้นหูของใครบางคนดังมาจากข้างนอก
หูจ่างหลินมุ่นคิ้ว “พวกเขามาทำไม”
เด็กสาววางตะเกียบในมือลง ก่อนจะถอนใจ “เรื่องวัดที่ดินถึงหูพวกเขาแล้วแน่นอน ถึงได้มาถามต้นสายปลายเหตุ”
“คนสกุลไป๋ช่างเกินบรรยายนัก พวกเจ้าล้วนแยกบ้านกันแล้ว เรื่องของพวกเจ้าเกี่ยวอะไรกับพวกเขากัน” หูจ่างหลินก็ถอนใจเช่นกัน
ไป๋จื่อช้อนสายตาขึ้นมองหูจ่างหลิน ก่อนจะพูดว่า “ท่านลุงหู อีกเดี๋ยวหากพวกเขาถามว่าเงินซื้อที่ดินมาจากไหน ท่านบอกไปว่าเป็นของท่าน อย่าได้ปริปากเด็ดขาด พวกเขาจะได้ไม่ใส่ร้ายข้ากับท่านแม่”
นางคิดดูแล้วก็กล่าวอีก “ท่านลุงหู ท่านไปหยิบเงินสิบตำลึงเงินสักสองก้อนมาไว้กับตัว แล้วคอย