ชุดหนึ่ง เป็นเสื้อผ้าที่แก้มาจากมารดาของนาง นอกนั้นก็ไม่มีแล้ว”
หญิงชราหันไปมองหลิวซื่อ “ได้ยินหรือไม่”
หลิวซื่อยังคิดจะกล่าวอีก ทว่าแม่สามีกลับโบกมือด้วยความรำคาญ “หุบปากของเจ้าเสีย สกุลหลิวของพวกเจ้าเป็นครอบครัวเช่นไร ข้าหรือจะไม่รู้ ก่อนที่เจ้าจะเกิดมา ก็มีเด็กหิวตายไปสามคนแล้ว เป็นอย่างไร มีหรือจะไม่รู้จักนำของดีเช่นนี้ไปขายแลกเงินต่อชีวิต ยังให้เจ้านำมาที่สกุลไป๋ของข้าหรือ”
หลิวซื่อรู้ว่าพูดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว จึงเงียบปากไปเสียเลย ก่อนจะถลึงตามองบุตรชายและสามีครั้งหนึ่งอย่างดุดัน ในใจนางมีแต่ความเสียดาย หากนางเก็บของสิ่งนี้ได้ก่อน นางจะยอมให้หญิงชราแย่งไปได้อย่างไร
หญิงชราย่อมรู้ว่าพู่หยกนี้ในมือเป็นสิ่งของที่มีค่า หลังมองอยู่หลายครั้ง นางก็รีบเก็บเข้าไปในอก แล้วกล่าวกับไป๋ต้าเป่าว่า “ต้าเป่า เจ้าพบของชิ้นนี้ที่ใด ยังมีอีกหรือไม่”
หลานชายชี้ไปยังขาชั้นวางสองข้างที่อยู่ด้านข้าง “ดูเหมือนจะหล่นออกมาจากในขาชั้นวางนั้น ไม่มีอีกแล้วขอรับ”
นางเก็บขาชั้นวางนั้นขึ้นมา ดูอย่างละเอียดรอบแล้วรอบเล่า เสาะหาในรอยแตกของท่อนไม้บางๆ อยู่นาน ทว่าก็ยังคงไม่ได้อะไรออกมา จึงให้ต้าเป่าแยกขาไม้นี้ออก ก่อนจะพบว่าภายในไม่มีสิ่งใดอีกดังคาด
“ท่านย่า ในขาชั้นวางนี้มีพู่หยกได้อย่างไร” ต้าเป่าถาม
หญิงชราส่ายศีรษะ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ชั้นเข้ามุมนี้เป็นสิ่งที่ซื้อมาจากร้านขายของในเมืองเมื่อสิบกว่