ือเจ้าคะ” ไป๋จื่อยืนอยู่ด้านนอกรั้วลานบ้าน ยิ้มแป้นทักทายหมอลู่ที่อยู่ในลานบ้านหมอลู่เงยหน้ามอง ครั้นเห็นว่าเป็นไป๋จื่อและหูเฟิง เขาก็รีบวางตะกร้าในมือลง แล้วลุกขึ้นถามว่า “อาการของแม่เจ้าแย่ลงหรือ”ไป๋จื่อส่ายหน้า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้ามาหาท่านเพราะมีธุระเล็กน้อย”ฝ่ายหมอลู่เห็นไป๋จื่อมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ทั้งยังสะพายตะกร้าไว้ข้างหลัง ดูท่าทางแล้วไม่มีเหมือนมีเรื่องอะไรจริงๆ จึงยิ้มพลางกวักมือ “เข้ามาสิ มีอะไรก็เข้ามาพูดเถิด”เขายกตะกร้ายาไปวางไว้ด้านข้าง แล้วรีบเดินไปเปิดประตูลานบ้านให้พวกเขาทั้งสองคนหลังจากไป๋จื่อเข้าไปในลานบ้านแล้ว นางก็พูดเสียงเบา “ท่านหมอลู่ พวกเราเข้าไปคุยในเรือนเถิดเจ้าค่ะ”หมอลู่ตะลึงงัน ในใจคิดว่ามีเรื่องใดที่ไม่อาจพูดคุยในลานบ้านได้กัน ทว่าเมื่อเห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของนาง เขาก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเช่นกัน จึงพยักหน้า “ตกลง พวกเราเข้าไปพูดในเรือนเถิด”เรือนของหมอลู่ไม่นับว่าใหญ่มาก ยังใหญ่สู้เรือนของสกุลไป๋ไม่ได้ ทว่าเก็บของได้สะอาดสะอ้านทีเดียว ทำให้ดูกว้างขวางเป็นพิเศษทันทีที่ไป๋จื่อเข้าไปในเรือน นางก็ปิดประตูด้วย“มีเรื่องอะไรกันแน่ ถึงได้ลับๆ ล่อๆ เช่นนี้” หมอลู่ถามติดตลกไป๋จื่อปลดตะกร้าสะพายหลังลง แล้วหยิบโสมภูเขาห่อใบไม้ออกมาจากด้านใน ก่อนจะส่งให้ถึงมือของหมอลู่โดยตรง “ท่านหมอลู่ ท่านว่าโสมภูเขาต้นนี้เป็นอย่างไร”ครั้นหมอลู่ได้ยินว่าเป็นโสมภูเขา เขาก็รู้