นก็ดันแขนของเจ้ารองที่อยู่ข้างๆ “เจ้าพูดสิ”เจ้ารองหัวเราะแห้งๆ “ท่านเป็นพี่ใหญ่ ท่านพูดสิ”ในที่สุดผู้เป็นมารดาก็ดึงสติกลับมา พลางมองสภาพของบุตรชายทั้งสองคน ไม่เพียงไม่ได้แป้งหมี่ขาวมา ยังสูญเงินหนึ่งร้อยเหวินไปเปล่าๆ แม้กระทั่งเจ็บตัวกลับมาเสียด้วยซ้ำนางกวาดสายตามองแววตาประหลาดใจเจือความเย้ยหยันของพวกอยากรู้อยากเห็นที่อยู่นอกลานบ้าน พลันหน้าบูดบึ้ง กล่าวเสียงแข็งว่า “เข้าเรือนก่อนค่อยว่ากัน”ฝ่ายมารดานำเข้าไปในเรือนก่อน ส่วนเจ้าใหญ่และเจ้ารองตามไปด้วยความเหนียมอายเมื่อเข้าไปในเรือนแล้ว หญิงชราก็กล่าวกับหลิวซื่อ “ปิดประตู”เวลานางสั่งสอนจ้าวหลานและไป๋จื่อ ล้วนไม่เคยหลบเลี่ยงผู้ใด แม้กระทั่งตั้งใจสั่งสอนพวกนางต่อหน้าคนภายนอก เช่นนั้นถึงจะแสดงตำแหน่งในสกุลไป๋ของนาง และแสดงความอดทนของนางได้ทว่าสั่งสอนบุตรชาย นางกลับกระทำต่อหน้าคนภายนอกน้อยนัก สำหรับนางแล้ว บุตรชายนับว่าเป็นหน้าเป็นตาของสกุลไป๋“พูดสิ ว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” หญิงชรานั่งลงตรงหน้าโต๊ะ พลางมองเจ้าใหญ่และเจ้ารองด้วยใบหน้าเย็นชาเจ้ารองรีบชี้ไปที่เจ้าใหญ่ ก่อนจะส่งเสียงตะโกน “ล้วนต้องโทษพี่ใหญ่ หากไม่ใช่เพราะเขา ข้าไม่มีทางแพ้”เจ้าใหญ่ได้ยินดังนั้น ขนคิ้วพลันตั้งตรง แล้วกล่าวด้วยความโมโหว่า “โทษข้ารึ ข้ายังไม่ได้กล่าวโทษเจ้าเลยนะ เจ้ากินทั้งหมดไปกี่ลูกกัน ข้ากินมากกว่าเจ้าตั้งสองลูก เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาโทษข้า”สองพี