ายมารดานำเข้าไปในเรือนก่อน ส่วนเจ้าใหญ่และเจ้ารองตามไปด้วยความเหนียมอาย
เมื่อเข้าไปในเรือนแล้ว หญิงชราก็กล่าวกับหลิวซื่อ “ปิดประตู”
เวลานางสั่งสอนจ้าวหลานและไป๋จื่อ ล้วนไม่เคยหลบเลี่ยงผู้ใด แม้กระทั่งตั้งใจสั่งสอนพวกนางต่อหน้าคนภายนอก เช่นนั้นถึงจะแสดงตำแหน่งในสกุลไป๋ของนาง และแสดงความอดทนของนางได้
ทว่าสั่งสอนบุตรชาย นางกลับกระทำต่อหน้าคนภายนอกน้อยนัก สำหรับนางแล้ว บุตรชายนับว่าเป็นหน้าเป็นตาของสกุลไป๋
“พูดสิ ว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” หญิงชรานั่งลงตรงหน้าโต๊ะ พลางมองเจ้าใหญ่และเจ้ารองด้วยใบหน้าเย็นชา
เจ้ารองรีบชี้ไปที่เจ้าใหญ่ ก่อนจะส่งเสียงตะโกน “ล้วนต้องโทษพี่ใหญ่ หากไม่ใช่เพราะเขา ข้าไม่มีทางแพ้”
เจ้าใหญ่ได้ยินดังนั้น ขนคิ้วพลันตั้งตรง แล้วกล่าวด้วยความโมโหว่า “โทษข้ารึ ข้ายังไม่ได้กล่าวโทษเจ้าเลยนะ เจ้ากินทั้งหมดไปกี่ลูกกัน ข้ากินมากกว่าเจ้าตั้งสองลูก เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาโทษข้า”
สองพี่น้องผลัดกันเถียงคนละคำ เอะอะเสียงดังเสียจนสีหน้าของหญิงชราสกุลไป๋ไม่สบอารมณ์มากขึ้น
“พวกเจ้าหุบปากเสีย ไม่ได้ตกลงกันแล้วหรือ ว่าจะนำแป้งหมี่กลับมาให้ได้ แล้วมันอยู่ที่ใด” นางกล่าวถาม
เจ้ารองหดคอ ไม่กล้ามองใบหน้าของผู้เป็นมารดา เพียงกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “ข้า พวกข้าก็อยากนำแป้งหมี่กลับมาเช่นกัน ทว่า ทว่าพวกข้าแพ้ แป้งหมี่ย่อมไม่เป็นของพวกข้า ดังนั้น ดังนั้น…”
สตรีสูงวัยสกุลไป๋รู้สึกปวดห