ส่วนนางสะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นภูเขาลั่วอิงไปกับหูเฟิง
ระหว่างทางหูเฟิงเอาแต่เดินไปข้างหน้า ไม่พูดจาอะไรสักคำ แม้กระทั่งหน้าก็ไม่หันกลับมาเลยสักครั้ง ราวกับว่าที่ขึ้นเขาในวันนี้ยังคงมีเพียงเขาแค่คนเดียว
หูเฟิงฝีเท้าว่องไว ไป๋จื่อเดินตามเขาแล้วรู้สึกว่าลำบากนัก ขาเล็กๆ สองข้างของนางยังมีบาดแผล ทุกย่างก้าวจึงเจ็บปวดเหลือแสน
“นี่ หูเฟิง เจ้ารอข้าหน่อย” นางเหนื่อยจนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงนั่งจุ้มปุ๊กลงกับพื้นเสียเลย แถมยังหอบหายใจอีกต่างหาก “ข้าเดินไม่ไหวแล้ว เจ้าไปเองเถิด”
ในที่สุดหูเฟิงก็หยุดฝีเท้า แล้วหันหลับมามองนาง คิ้วได้รูปสวยขมวดเข้าหากัน “แรงแค่นี้ก็ไม่มี แล้วจะขึ้นเขามาทำไม กลับไปก็สิ้นเรื่องแล้ว”
นี่เป็นการยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด ทว่าก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน
ชาติก่อนนางใช้ชีวิตมาแล้วยี่สิบสามปี แม้จะเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เล็ก ไม่เคยได้รับความรักและเอ็นดูจากพ่อแม่ ทั้งยังมีชีวิตที่ยากลำบากในบ้านเด็กกำพร้า แต่นางเคยกล่าวว่ายอมแพ้ง่ายๆ ที่ไหนกัน นางทุ่มเทเรียนหมอ ก็เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตและโชคชะตาของตนเอง
บัดนี้นางมายังยุคสมัยที่ต่างออกไป ถึงจะเปลี่ยนร่างกาย ทว่าไป๋จื่อก็ยังคงเป็นไป๋จื่อ นางไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ เด็ดขาด และปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเองและคนรอบข้างเช่นเดียวกัน
ไป๋จื่อตะเกียกตะกายลุกขึ้น สายตาดื้อรั้นของนางทำให้หูเฟิงต้องเลิกคิ้ว
นางเดินตามเขาอีกครั้ง กัดฟ