นเพราะเสียงนี้ทุกคืน”
เหลียงโหย่วชีถือธูปที่เพิ่งจุดติด สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ผมกดเสียงให้ต่ำ ก่อนจะพูดกับเขา “อย่าตื่นตระหนก อย่าเพิ่งพูดอะไร รอดูไปก่อน”
เหลียงโหย่วชีพยักหน้ารับทันที
“โหย่วชี เปิดประตูสิ!”
“ที่รัก ฉันอยากเข้าบ้าน!”
“พี่เหลียง ถึงเวลานอนแล้วนะ!”
วิญญาณทั้งสามตนยืนอยู่นอกประตู พูดสามประโยคนี้ซ้ำๆ ไม่มีหยุด พร้อมกับเคาะประตูไปเรื่อยๆ
เสียงนั้นสร้างความกดดันให้คนที่ได้ยินจนแทบหายใจไม่ออก
ผ่านไปสิบนาที เสียงเคาะประตูยิ่งรุนแรงขึ้น กรอบประตูเริ่มสั่นสะเทือนและมีทำท่าว่าจะหลุดออกมาเสียให้ได้ ยันต์ที่ติดไว้บนประตูเริ่มกะพริบวูบวาบ...ประตูใกล้จะทนไม่ไหวเสียแล้ว
หากปล่อยให้พวกเธอเคาะต่อไป ยันต์จะถูกทำลายแน่
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมจึงพูดกับเหลียงโหย่วชีว่า “คุณเหลียง ทำตามที่เราสอนคุณ ถ้าคุณเจรจากับภรรยาได้ดี เราจะสามารถส่งพวกเธอไปเกิดใหม่ได้ แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง เราก็ต้องยื้อประตูไว้จนถึงตีสี่ให้ได้….”
เหลียงโหย่วชีพยักหน้าเบาๆ
“ได้ ผมจะ… ผมจะพยายาม…” ในขณะที่เขาพูด เสียงเคาะประตูก็ดังต่อเนื่องไม่หยุด
เสียงของวิญญาณทั้งสามตนยังคงเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
“ที่รัก เปิดประตูให้