ยหางที่มัดพู่กันไว้ไปยังหน้าศพเหล่านั้น
ปลายหางแกว่งไปมา ใช้พู่กันวาดวงกลมเล็กๆ ลงบนตำแหน่งหน้าอกของศพแต่ละร่าง
พอวาดเสร็จ หางยาวของเขาก็วางพู่กันกลับคืนลงกล่อง
แล้วใช้หางเกี่ยวกระดิ่งสีเงินชิ้นหนึ่งออกมา
“แปะๆ” เขายืนอยู่หน้าเหล่าศพ แล้วตบมือเบาๆ สองที ก่อนตะโกนเสียงยาวว่า “ลุกขึ้น!”
เสียงลากยาวนั้นดังก้องไปทั่ว
กระดิ่งเงินที่แขวนอยู่ปลายหางของเขาสั่นไหวส่งเสียง “กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง” ดังชัดเจน
เสียงนั้นใสกังวาน ต่างจากเสียงกระดิ่งทองแดงที่ผมใช้เมื่อครู่ชัดเจน
จากนั้นศพทั้งเก้าร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นเริ่มขยับตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาทีละร่างราวกับฟื้นคืนชีพ
ผมกลั้นหายใจ จ้องตาไม่กะพริบ
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นศพ ‘ฟื้นคืนชีพ’ กับตาตัวเอง ไม่อาจอธิบายความตกใจในใจได้เลย
ศพแต่ละร่างเริ่มขยับ ลุกขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ ท่าทางแข็งกระด้างและเก้งก้าง
เมื่อแต่ละร่างลุกขึ้นได้ก็ยืนอยู่กับที่อย่างเงียบเชียบ ไม่มีอารมณ์ใดๆ บนใบหน้า นิ่งงันไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
“ศพฟื้นแล้ว!”
ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ท่านฮุยหันกลับมามองผมแวบหนึ่ง รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าดูฝืนและไม่เป็นธรรมชาติ แต่เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงถือกล่องเครื่องมือ แล้วใช้หางสะบัดกระดิ่งเงินให้สั่นดัง “กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง” ลักษณะคล้ายกับตอนที่ผมใช้กระดิ่งเรียกวิญญาณ
แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เปล่งเสียงตะโกนออกมา “คนตายออกเดิน คนเป็นหลีกทาง!”
พูดพลางเดินน