ผมลองกระตุกเชือกอีกหลายครั้งทว่าศพนั้นไม่ขยับเลย เหมือนว่าศพลอยน้ำนั้นฝังรากอยู่กับที่ ถูกตรึงตายอยู่ตรงจุดเดิม
หวังเหมิ่งที่กำลังพายเรืออยู่ด้านหลังเอ่ยถามขึ้น “อาจารย์เจียง เจอปัญหาเหรอ”
“ศพนี่เหมือนไม่อยากขึ้นฝั่งน่ะ พี่เหมิ่ง ช่วยพายเรือเข้าไปใกล้อีกหน่อย” ผมตอบกลับไป
หวังเหมิ่งไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ได้เลย!”
พูดจบ เขาเริ่มพายเรือเข้าหาศพลอยน้ำทีละน้อย
แต่การพายกลับยากลำบากมาก ราวกับว่าน้ำรอบๆ กลายเป็นบ่อโคลน ขยับแทบไม่ได้
ระยะเพียงสองเมตร หวังเหมิ่งต้องใช้เวลากว่าหนึ่งนาทีเต็ม กว่าจะพายเรือเข้าใกล้ได้
ตอนนี้ศพลอยน้ำอยู่ทางกราบซ้ายของเรือ หันหน้าลง
เชือกเกี่ยวศพยังคาอยู่ใต้ถังออกซิเจนบนแผ่นหลังของเขา
ที่ลากไม่ไปเป็นเพราะไอศพกับพลังอาฆาตในร่างมันหนักเกินไป เพราะตายอย่างไม่เป็นธรรมชาติ พลังอาฆาตจึงรุนแรงเกินควบคุม
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมศพพวกนี้ถึงไม่ลอยขึ้นมาตามปกติ
หากจะลากศพพวกนี้ขึ้นฝั่งมีอยู่สองวิธี
หนึ่งคือประกอบพิธีเซ่นไหว้ โดยวางเครื่องเซ่นแล้วท่องคาถาเพื่อคลายพลังอาฆาตของศพและส่งวิญญาณไปสู่สุคติ
ทำแบบนี้จะสามารถลากศพขึ้นมาได้
แต่ผมทำไม่เป็น และอาจารย์ก็ไม่เคยสอน
ผมจึงเหลือแค่วิธีเดียว ใช้กำลัง
แกดื้อ ฉันดื้อกว่า
แกแกร่ง ฉันแกร่งกว่า
ถ้าแกไม่ฟังดีๆ งั้นฉันก็จะฟาดจนกว่าจะยอมฟัง
พลังอาฆาตแกรุนแรง แต่จิตสังหารฉันแรงกว่า!
นี่คือคำพูดดั้งเดิมที่อาจารย์เคยสอนผมไว้ตอนสอนวิชา
ในตอนน