แห่งนี้ ก็เพื่อใช้บารมีแห่งวิชาความรู้ควบคุมพลังชั่วร้ายที่อยู่ใต้ดิน
ด้วยเหตุนี้เอง ตึกทดลองจึงถูกดัดแปลงเป็นที่เก็บศพ เพื่อใช้พลังจากร่างไร้วิญญาณกดทับอาถรรพ์ลี้ลับ
และลุงจางซาน…คนที่สามารถตะเพิดพวกมันได้เพียงคำพูดเดียวย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!
ผมรีบยกมือประสานหมัดตามธรรมเนียมของคนในสายวิชาเดียวกัน
“ลุงจางซานครับ ผมขอโทษที่รบกวน ผมขอทราบธรรมนามของลุงได้ไหมครับ”
ลุงจางซานมองผม ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ “ธรรมนามอะไรกัน ฉันเป็นแค่ยามธรรมดาที่เฝ้าตึกในมหาวิทยาลัยนี้เท่านั้น เอาล่ะๆ ต่อไปอย่าเข้าใกล้ตึกนี้ตอนกลางคืนอีก”
“ถ้านายเข้าไป คราวนี้คงออกมาไม่ได้ง่ายๆ เหมือนครั้งก่อนแล้ว…”
พูดจบ ลุงจางซานก็เดินไปทิศตรงข้ามตึกทดลอง แผ่นหลังค่อมเล็กน้อย ดูแล้วเป็นแค่ชายชราธรรมดาคนหนึ่ง
ผมยืนมองลุงจางซานเดินจากไป ใจเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ‘เขารู้ได้อย่างไรว่าผมเคยเข้าไปในตึกทดลอง’
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะขบคิดอะไรต่อ เขาหันกลับมามองผมอีกครั้ง “จริงสิ นายกลับไปบอกเจ้าเด็กจวี้ฝูด้วยว่า ชาคราวก่อนที่เอามาให้ไม่ค่อยอร่อยนัก คราวหน้าให้หาของดีๆ กว่านี้มาหน่อย ฮ่าๆ…”
ขณะที่พูด เขาหัวเราะแหบแห้ง ก่อนเดินอ้อมมุมตึก หายลับไปจากสายตา
ผมยืนอึ้งอยู่กับที่
จวี้ฝู?
นั่นมันธรรมนามของอาจารย์ผมนี่!
อาจารย์ที่อารมณ์ร้อนอย่างเขาถึงกับมอบชาให้ลุงจางซาน? ซ้ำลุงจางซานยังกล้าเรียกอาจารย์ว่า ‘เจ้าเด็กจวี้ฝู’
นี่มัน… ลุงยามประจำตึ