ผมพักฟื้นที่ร้านของอาจารย์เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ สภาพร่างกายกลับมาแข็งแรงเกือบสมบูรณ์
จากการอ่าน ‘บันทึกเหตุประหลาด’ ที่อาจารย์ปู่ทิ้งไว้ ทำให้ผมมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิญญาณอาฆาตและอสูรที่พบเห็นได้ทั่วไปมากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น วิชาสายฟ้าผมก็พอจะใช้ได้บ้างแล้ว แต่ต้องร่ายคาถาประกอบและวาดตราสายฟ้าควบคู่ไปด้วย
หากหวังจะทำเหมือนตอนที่ใช้เพียงมุทราเพื่อปล่อยสายฟ้าในเหตุการณ์ที่เนินเขาสิบลี้ คงเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้
แต่ผมเชื่อว่า หากมีเวลาเพียงพอ สักวันผมจะสามารถร่ายมุทราเพียงมือเดียวแล้วใช้วิชาได้สำเร็จ
พรุ่งนี้คือวันสอบปลายภาคของเทอมนี้
ช่วงบ่าย ผมจึงโทรหาอาจารย์ที่กำลังออกไปตกปลา บอกเขาว่าผมจะกลับไปสอบ และจะกลับมาหลังจากสอบเสร็จ
เสียงของอาจารย์ฟังดูไม่ค่อยสบอารมณ์ คงเพราะยังตกปลาไม่ได้สักตัว
ผมไม่กล้าพูดอะไรมาก รีบพูดไม่กี่คำแล้ววางสาย
ผมหยิบอาวุธประจำกาย กระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงู พร้อมกับยันต์สะกดวิญญาณสองสามใบไว้สำหรับป้องกันตัว
นอกจากนี้ ผมยังแอบหยิบขวดน้ำตาวัวเปิดตาทิพย์ของอาจารย์ติดตัวไปด้วย ก่อนจะล็อกร้านและนั่งรถโดยสารกลับไปมหาวิทยาลัย
การสอบของมหาวิทยาลัยไม่ได้เข้มงวดเท่ากับสมัยมัธยมปลาย ทุกวิชาจัดกระจายวันสอบออกไป
คะแนนสอบปลายภาคก็มีสัดส่วนเพียง 30-50% ของคะแนนรวมทั้งวิชา คะแนนของผมก็ถือว่าโอเค ไม่ได้กังวลว่าจะสอบตก
ดังนั้น ระหว่างเดินทางกลับ ผมจึงรู้สึกค่อนข้างสบายใจ
แต่ก่อน